ข่าว

เตือน42จว.รับมือน้ำท่วมฉับพลัน

เตือน42จว.รับมือน้ำท่วมฉับพลัน

29 ก.ย. 2554

'ศอส.' เผยน้ำท่วม 23 จังหวัด เสียชีวิต 180 ราย สูญหาย 2 'ปภ.' เตือน 42 จังหวัดรับมือน้ำท่วมฉับพลัน 5 วันอันตราย เผยมี 8จังหวัดภาคตะวันออก เสี่ยงดินโคลนถล่ม - น้ำป่าไหลหลาก

          29 ก.ย.54 นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 23 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี รวม 163 อำเภอ 1,195 ตำบล 8,942 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 614,876 ครัวเรือน 1,934,812 คน ผู้เสียชีวิต 180 ราย สูญหาย 2 ราย

          ทั้งนี้ พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 6,157,916 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ บ่อปลา 90,242 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 6,937,065 ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้ รวม 122 สาย แยกเป็น ทางหลวง 36 สาย ใน 9 จังหวัด ทางหลวงชนบท 86 สาย ใน 18 จังหวัด

          สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณน้ำมากและระดับน้ำล้นตลิ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำปิงมีน้ำล้นตลิงที่อำเภอสันทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ คาดว่า จะล้นตลิ่งที่อำเภอหางดง อำเภอสารภี อำเภอดอยสะเก็ดอำเภอสันทราย อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง อำเภอบ้านธิ อำเภอป่าซาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ตามลำดับ

          ขณะที่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 4,344 ลบ.ม . / วินาที เขื่อนเจ้าพระยาปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,646 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำไหลผ่านอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,224 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้10 จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำ ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำล้นตลิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนยังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 92 เปอร์เซนต์ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 99 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนแควน้อย มีปริมาณน้ำ 94 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 135 เปอร์เซ็นต์

          “ในช่วงนี้จะมีสถานการณ์น้ำหลากที่แม่น้ำปาม ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ บ้านแม่สาย ตำบลเวียงผางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายรวมถึงยังต้องเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนตัวของพายุไต้ฝุ่นเนสาดที่จะเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย ในวันที่ 30 กันยายน 2554 ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ทำให้ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวและว่า ขณะนี้มีพื้นที่เสี่ยงภัยใน 9 จังหวัด ได้แก่ นครนายก จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

          ส่วนคลื่นลม ในทะเลมีกำลังแรง คลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง รวมถึงแจ้งเตือน 8 จังหวัด เฝ้าระวังดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน 2554 โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยในจังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอแม่แตง ฝาง สะเมิง แม่ริม สันทราย ดอยสะเก็ด แม่ออน ไชยปราการ เชียงดาว) เชียงราย (อำเภอเวียงป่าเป้า แม่สรวย ) แม่ฮ่องสอน (อำเภอแม่สะเรียง ) ลำปาง ( อำเภอเมืองปาน วังเหนือ แจ้ห่ม ) สุโขทัย (อำเภอศรีสัชนาลัย ) อุตรดิตถ์ (อำภอน้ำปาด ลับแล ท่าปลา) จันทบุรี (อำเภอขลุง) ตราด (อำเภอเกาะช้าง บ่อไร่ ) เนื่องจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินชุ่มน้ำ เริ่มมีดินไหล และน้ำหลากในบางพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามขอให้จังหวัดประกาศแจ้งเตือนภัย ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านหมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติทางธรรมชาติ หากสถานการณ์วิกฤต ให้รีบอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ทันที รวมถึงจัดมิสเตอร์เตือนภัยเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัยในระยะนี้เป็นพิเศษ

          นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ รวม 42 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี สกลนคร เลย หนองบัวลำภู นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในช่วงวันที่ 29 กันยายน - 3 ตุลาคม 2554

          “ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยหมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น น้ำในลำธารเปลี่ยนสีเป็นสีเดียวกันกับดินบนภูเขา ฝนตกหนักนานเกินกว่า 6 ชั่วโมง ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีต้นไม้ขนาดเล็กไหลปนมากับน้ำ เป็นต้น ให้สันนิษฐานอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ในทันที” อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวและว่า กรมป้องกันฯได้ประสานให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับมิสเตอร์เตือนภัยเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัยในระยะนี้เป็นพิเศษ ตลอดจนจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานสำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย และดินถล่มสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

          อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังกล่าวเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และที่ลุ่มริมแม่น้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก รวม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ (อำเภอแม่แตง ฝาง สะเมิง แม่ริม สันทราย ดอยสะเก็ด แม่ออน ไชยปราการ เชียงดาว) เชียงราย (อำเภอเวียงป่าเป้า แม่สรวย ) แม่ฮ่องสอน (อำเภอแม่สะเรียง ) ลำปาง ( อำเภอเมืองปาน วังเหนือ แจ้ห่ม ) สุโขทัย (อำเภอศรีสัชนาลัย ) อุตรดิตถ์ (อำภอน้ำปาด ลับแล ท่าปลา) จันทบุรี (อำเภอขลุง) ตราด (อำเภอเกาะช้าง บ่อไร่ ) ระมัดระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัดปริมาณน้ำฝนได้มากกว่า 150 มิลลิเมตร และมีดินไหลและน้ำหลากในบางพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนได้ติดตามประกาศแจ้งเตือนภัยอย่างใกล้ชิด หากสังเกตพบสัญญาณผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น น้ำในลำธารเปลี่ยนสีเป็นสีเดียวกันดินบนภูเขา สัตว์ป่าแตกตื่น มีเสียงดังอื้ออึงจากป่าต้นน้ำ เป็นต้น ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ในทันที 

 

ปภ.เตือน 42 จังหวัดพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลันดินถล่ม 29 ก.ย.-3 ต.ค.

          นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ รวม 42 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี สกลนคร เลย หนองบัวลำภู นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และสตูล เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในช่วงวันที่ 29 ก.ย. ถึง 3 ต.ค.นี้

          ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยหมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติทางธรรมชาติ เช่น น้ำในลำธารเปลี่ยนสีเป็นสีเดียวกันกับดินบนภูเขา ฝนตกหนักนานเกินกว่า 6 ชั่วโมง ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีต้นไม้ขนาดเล็กไหลปนมากับน้ำ เป็นต้น ให้สันนิษฐานว่าอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ในทันที ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับมิสเตอร์เตือนภัยเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัยในระยะนี้เป็นพิเศษ และเตรียมอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานสำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย และดินถล่ม 

 

 ชาวบ้านเร่งขนของหนีน้ำ

         สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดพิจิตร ชาวบ้านในเขตชุมชนท้ายทุ่ง หมู่ 10 ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ต้องเร่งขนย้ายทรัพย์สิน ที่อยู่ภายในบ้านออกมาบริเวณด้านนอก หลังจากฤทธิ์พายุไหถ่าง จนทำให้ระดับน้ำน่านที่เอ่อเข้าท่วมและสูง ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนชาวบ้านไม่สามารถนอนในบ้านได้ เนื่องจากท้ายหมู่บ้านระดับน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร ชาวบ้านต้องขนย้ายสิ่งของออกไปหาเช่าบ้านในที่สูงอาศัยอยู่แทน

         นางบุญเลี้ยง ตุงคะศิริ อายุ 66 ปี ชาวบ้านหมู่ 10 บ้านท้ายทุ่ง ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ เนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ก่อนหน้าได้ลงทุนกั้นน้ำไว้แล้ว

         นอกจากนั้น สามเณร จากวัดท่าหลวง พระอารามหลวง อำเภอเมืองพิจิตร ต้องเร่งออกมาช่วยเหลือชาวบ้านกรอกกระสอบทราย เพื่อกั้นน้ำเข้าบ้าน หลังจากที่ ในขณะนี้ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกู้ภัย เร่งช่วยเหลือชาวบ้านจนกำลังไม่พอ 

 

ชาวบ้านศรีย้อย เดือดร้อนไม่ได้เงิน 5,000 บาทจากน้ำท่วม

 

         นายพัฒนา กันทาเดช ตัวแทนชาวบ้าน  เปิดเผยว่า เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมของรัฐบาล เป็นเงินพิเศษบรรเทาความเดือดร้อนครัวเรือนละ 5 พันบาท ซึ่งการดำเนินการเท่าที่ทราบ นายอำเภอเมืองลำพูน ได้สั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านสำรวจลูกบ้านและรวบรวมเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมให้กับชาวบ้านเพื่อกรอกข้อมูลและส่งมอบให้กับทางอำเภอและจังหวัดต่อไป

         แต่ปรากฏว่า ผญบ.คนนี้ได้แจกเอกสารให้กับลูกบ้านได้รับเพียงบางส่วนและไม่ทั่วถึง เป็นทำให้ผู้ที่เดือดร้อนได้รับเงิน 82 ราย ตกหล่อนไม่ได้รับเงินจากทั้งหมดกว่า 180 ราย และผู้ที่ได้รับเงินส่วนใหญ่จะเป็นจะเป็นที่รู้จักสนิทสนมกับ ผญบ.เป็นอย่างดี ดังนั้นวันนี้จึงตัดสินใจมาพบ รอง ผวจ.ลำพูน เพื่อขอความช่วยเหลือและขอความเป็นธรรมด้วย

         นายพัฒนา กล่าวด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า การให้ความช่วยเหลือนอกจากไม่ได้รับอย่างทั่วถึงแล้ว ส.ส.ลำพูน มีแค่เพียงมาแจกน้ำดื่มครั้งแรกแล้วก็หายไป ตนจึงขอวิงวอนไปยัง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบและเร่งช่วยเหลือด้วย เพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6ที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วม

         นายประจักษ์จิตต์ อภิวาท รอง ผวจ.รก.ผวจ.ลำพูน กล่าวว่า จ.ลำพูนได้สำรวจผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ท่วมบ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย เข้าหลักเกณฑ์ ได้รับความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองลำพูน , ลี้ ,แม่ทา , เวียงหนองล่อง และ อ.บ้านธิ รวม 2,299 ครัวเรือน จากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม ตามมติของคณะ รัฐมนตรี ที่อนุมัติให้ใช้หลักการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท โดย พิจารณา จากการสำรวจผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากเหตุอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง พัดท่วมบ้านเรือนทรัพย์สินเสียหาย , บ้านพักอาศัย ถูกน้ำท่วมขัง ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน , ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จนถึง ปัจจุบัน

         ด้านของนายชุมพร อินตะเทพ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำพูน ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ความเป็นจริงแล้ว กรอบจำนวนครัวเรือนของ จ.ลำพูน ที่มติคณะรัฐมนตรีตามการรายงานของจังหวัด จำนวน 1,587 ครัวเรือน จ.ลำพูนพร้อมกับคณะทำงานตรวจติดตามข้อมูลผู้ประสบอุทกภัย ได้ตรวจสอบข้อมูลและรายงานยอดจำนวนครัวเรือนให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เมื่อวันที่ 15 กย. 2554 จำนวน 2,278 ครัวเรือน โดยแบ่งแยกเป็นชุดตามกรอบของจังหวัด จำนวน 1,553 ครัวเรือนได้แก่ อ.เวียงหนองล่อง จำนวน 26 ครัวเรือน อ.ลี้ จำนวน 1,504 ครัวเรือน อ.แม่ทา จำนวน 27 ครัวเรือน ส่วนชุดนอกกรอปของจังหวัด มีจำนวน 725 ครัวเรือน ได้แก่ อ.บ้านธิ จำนวน 122 ครัวเรือน และ อ.เมืองลำพูน จำนวน 603 ครัวเรือน

 

 

 

น้ำท่วมยังน่าห่วงหลังน้ำขึ้นตลอดวันละ 30-50 ซม.ถนนถูกตัดขาด

         สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดลพบุรียังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้หลังยังคงเข้าท่วมขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องโดยมีระดับน้ำท่วมสูงกว่า3เมตรแล้วและปริมาณน้ำก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาวันละเฉลี่ย30-50ซม. ทำให้ถนนสายลพบุรี-สิงห์บุรี มีน้ำท่วมสูงจนรถเล็กไม่สามารถวิ่งผ่านได้ทางจังหวัดได้จัดรถทหารวิ่งรับส่งชาวบ้านที่จะเดินทางจากตัวเมืองไปฝังอำเภอท่าวุ้ง โดยจะมีรถวิ่งรับส่งตลอดทั้งคืนเพื่อให้ชาวบ้านที่เดินทางมาทำงานสามารถเดินทางได้แม้จะไม่สะดวกแต่ก็จะได้รถความเคลียดลง

         ส่วนถนนสายสิงห์บุรีท่าโขลงรถก็ไม่สามารถวิ่งได้ทั้งรถเล็กและรถใหญ่แล้วทำให้ขณะนี้พื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี อำเภอท่าวุ้ง อำเภอบ้านหมี่กลายเป็น3เกาะที่จะไม่สามารถวิ่งช่วยเหลือกันได้เลย
 ด้านชาวบ้านเองที่อพยพมาอยู่ที่ริมถนนสายลพบุรี-สิงห์บุรีเองขณะนี้ก็ไม่สามารถอยู่ที่พักของตัวเองได้เนื่องจากน้ำท่วมบนถนนและมีกระแสน้ำที่แรงมากทำให้ไม่สามารถอยู่ได้แล้วต้องหนีไปหาที่อพยพใหม่ ซึ่งขณะทางจังหวัดได้จัดให้ไปอยู่ตามวัดและโรงเรียนที่มีความสูงหนีน้ำพ้น โดยขณะนี้มีวัดเสาธงทองได้มีการจัดสถานที่รอรับผู้อพยพที่จะขึ้นมาอยู่ในวัดแล้ว โดยเตรียมศาลาวัดและจัดตั้งเต็นโดมไว้ให้กับผู้อพยพทั้งหมด

         ขณะที่นางณิชาพัฒน์ ชุ่มโตกุล ผู้ใหญ่บ้านในตำบลบางคู้อำเภอท่าวุ้ง วอนขอให้ทางเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ดูแลในด้านนี้ขอให้ลงมาช่วยในการแก้ไขให้น้ำรดลงหน่อยเพื่อให้ชาวบ้านสามารถอยู่ได้ ซึ่งหากน้ำยังไม่รดชาวบ้านรวมถึงตนผู้ใหญ่บ้านเองก็จะต้องจมน้ำตายเพราะพายไปช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วมสูง ตอนนี้ชาวบ้านหลายคนเครียดมากบางรายคิดที่จะฆ่าตัวตายกันแล้ว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากทางสาธารณสุขจังหวัดลพบุรีได้ส่งทีมจิตแพทย์เข้าพูดคุยให้กำลังใจและดูแลเป็นพิเศษ จึงวอนให้ทุกส่วนช่วยด้วยอย่ารอจนชาวบ้านตายก่อนค่อยลงมาช่วยชาวบ้านส่วนใหญ่บอกทุกยังชีพ เรือ ส้วม เสื้อชูชีพก็จะเป็นในช่วงเวลานี้ แต่สิ่งที่ยากได้มากที่สุดคือหาวิธีทำให้น้ำรดลงและไม่ให้น้ำท่วมสูงไปมากกว่านี้ชาวบ้านจะขอขอบคุณที่สุดเลย