
'ปชป.'ยื่นขอสำเนา'อสส.'ไม่ฎีกาหุ้นชินฯ
ทีมกม.ปชป.บุก อสส. ขอสำเนาคำสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้น ด้าน"จุลสิงห์"แจง กม.เห็นต่างได้หากทำสังคมปรองดอง เตรียมตอบคำถามกรรมาธิการองค์กรอิสระวุฒิสภา 5 ตค.นี้
นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะทำงานด้านยุติธรรม ได้เข้าพบนายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุด เพื่อยื่นหนังสือขอสำเนาเอกสารคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป หลังจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฎีกาคดีการหลีกเลี่ยงภาษีหุ้น บริษัทชิน คอร์ปเปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) จำนวน 546 บาท
นายถาวร กล่าวว่า คดีดังกล่าวมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นจำเลยที่ 1 คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร จำเลยที่ 2 และนางกาญจนาภา หงส์เหิน จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง และคดีนี้เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำฟ้องของอัยการโจทย์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนและเป็นคดีที่มีความสำคัญเพราะมีการหลีกเลี่ยงภาษีจำนวนมาก อีกทั้งจำเลยเป็นบุคคลที่เป็นชนชั้นนำของประเทศ เกี่ยวพันเป็นเครือญาติของผู้นำประเทศ ซึ่งการพิจารณาไม่ฎีกาถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่จะเป็นบรรทัดฐานของพนักงานอัยการต่อไป
นายถาวร กล่าวว่า สิ่งที่คณะทำงานด้านยุติธรรมต้องการ คือ สำเนาความเห็นสั่งฟ้องของพนักงานอัยการทุกระดับชั้น ทุกคนในการพิจารณาสั่งฟ้องคดี สำเนาความเห็นคำสั่งไม่ฎีกาของพนักงานอัยการทุกระดับชั้น ทุกคนและอัยการสูงสุด สำเนาความเห็นการเขียนรายงานของพนักงานอัยการเมื่อรับทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ของทุกคน ทุกระดับชั้น สำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ รวมทั้งสำเนาหนังสือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่แจ้งให้อัยการสูงสุดยื่นฎีกา โดยขอให้อัยการสูงสุดรับรองสำเนาเอกสารทุกแผ่นและขอให้แจ้งภายในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ว่าจะอนุญาตหรือไม่ และหากให้ตามที่ร้องขอในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ตนจะมารับด้วยตนเอง
“ หลังจากได้เอกสารแล้วคณะทำงานฯจะนำข้อมูลทุกคำสั่งมาวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นกระบวนการจนจบถึงชั้นอัยการสูงสุด ว่าถูกต้องตามหลักพิจารราคดีหรือไม่อย่างไร มีเหตุมีผลอย่างไร เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แตกต่างกันมาก เพราะคดีการหลีกเลี่ยงภาษีนั้นส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วย ซึ่งจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ที่ผมมาเพราะคือผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมให้ประชาชน ซึ่งอัยการต้องรักษาศักดิ์ศรีตรงนี้ไว้”นายถาวร กล่าว
ขณะที่นายจุลสิงห์ กล่าวว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับคณะทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันได้ และหากได้พูดจาทำความเข้าใจกันแล้วก็สามารถทำให้เกิดความปรองดองได้ โดยการขอสำเนาเอกสารต่างๆนั้นตนไม่ขัดข้อง และจะให้คำตอบได้ภายในสัปดาห์หน้าซึ่งคงไม่ช้าเกินไป เพราะในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ทางคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระของวุฒิสภาได้เชิญตนให้ไปชี้แจง และให้เหตุผลถึงคำสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปในประเด็นที่หลายคนยังสงสัยอยู่ ซึ่งตนก็พร้อมจะไปชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และความโปร่งใส
อสส.โดนสื่อรุมซักไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้น
นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนกรณีการสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีการขายหุ้นของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ว่า ความเห็นทางกฎหมายเหมือนกันไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีความคิดที่อาจจะแตกต่างกัน ความไม่เข้าใจกันหากคุยกันเรื่องร้ายจะเป็นดี เป็นความปรองดองในระดับชาติ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเป็นจุดที่เหมาะสมในการชี้แจงทำความเข้าใจ โดยในวันที่ 5 ต.ค.นี้ คณะกรรมการองค์กรอิสระของวุฒิสภา เชิญตนไปให้เหตุผลว่าเหตุผลที่สั่งไม่ฎีกาในคดีสำคัญอย่างนี้ โดยภายหลังการเข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาจะเร่งการตอบหนังสือของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันได้ เหตุใดคดีนี้จึงไม่ให้ศาลฎีกาตัดสินแต่กลับตัดสินเรื่องนี้แทนศาลฎีกา นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ปัญหาข้อกฎหมายแตกต่างกัน ทำไมศาลจึงมี 3 ศาล ทำไมไม่มีศาลฎีกาศาลเดียวแล้วจบไปเลย เอาศาลอุทธรณ์ไปทิ้งไว้ไหน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 พนักงานอัยการมีดุลยพินิจอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ และความเห็นหยุดที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็มี แต่ตนยอมรับว่าบางเรื่องคดีสำคัญต้องไปที่ศาลฎีกา
ผู้สื่อข่าวถามว่าให้ความมั่นใจกับสังคมได้หรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญที่ให้ความเป็นอิสระแก่อัยการได้ใช้อำนาจเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ปกป้องใคร นายจุลสิงห์ กล่าวว่า แน่นอน ซึ่งเป็นความชอบธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ที่สงสัย ส่วนที่ศาลเห็นว่าโทษจำคุกของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ไม่ควรมีการบรรเทาโทษนั้น ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาศาลชั้นต้นลงโทษ ศาลอุทธรณ์ลงโทษ เพียงแต่รอหรือไม่รอการลงโทษ เมื่ออัยการไม่ฎีกาก็ตกไป หากต้องไปศาลฎีกาทุกเรื่องจะมีศาลอุทธรณ์ไว้ทำไม เสียงบประมาณเปล่าๆ ศาลอุทธรณ์ตัดสินเป็นทางผ่านหรืออย่างไร ส่วนกรณีที่หน่วยงานอยากให้ยื่นฎีกา รัฐธรรมนูญกำหนดให้อัยการเป็นอิสระ แล้วหน่วยงานอื่นที่มาแจ้งให้ทำโน่นนี่ เป็นการเข้ามารบกวนดุลพินิจของอัยการหรือไม่
“หน่วยงานที่ได้รับการรับรองความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ ศาลกับอัยการ ทำไมจึงไม่สงสัยศาลอุทธรณ์บ้าง กล้าถามหรือไม่ว่าทำไมศาลอุทธรณ์ตัดสินไม่ถูกต้อง มีใครกล้าพูดบ้าง แต่ทำไม่พูดถึงแต่อัยการ ผมอ่านและยึดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นหลักและก็เห็นพ้องด้วยหลังวันที่ 5 ต.ค. ผมจะอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้ฟัง คำพิพากษาวางหลักกฎหมายได้ดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์แล้วหักล้างเหตุผลของศาลชั้นต้น ก็เป็นสิ่งที่อัยการจะฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เหตุผลที่นำมาพิจารณาไม่มีอะไรที่นอกสำนวน แค่เปิดคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แล้วพิจารณาว่า พอใจเหตุผลของศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินหรือไม่”อัยการสูงสุดกล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าคดีนี้จำเลยไม่ใช่คุณหญิงพจมานจะตัดสินคดีในลักษณะนี้หรือไม่ นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ตนตัดสินไม่ได้ได้มองชื่อคน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจำเลยเป็นใคร หรือชื่อใดทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นไปตามการพิจารณาของอัยการทุกขั้นตอน ไม่มีการเร่งรัด มีคณะทำงานพิจารณาตามสายงาน ดุลพินิจในการสั่งคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษรของตนยึดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวถามว่าการสั่งไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้นคาบเกี่ยวกับการสั่งไม่ฟ้องนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร จึงถูกมองว่าอัยการเปลี่ยนไปตามการเมือง นายจุลสิงห์ กล่าวว่า คดีดังกล่าว อัยการเร่งสอบถามพยานชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคณะทำงานของคณะกรรมการมรดกโลก (ยูเนสโก) ไปยังประเทศฝรั่งเศสถึง 3 ครั้ง แต่มาเสร็จในช่วงเวลาตรงกันพอดี ซึ่งตนมีหน้าที่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจและหายสงสัย โดยคดีดังกล่าวความเห็นของชาวฝรั่งเศสถือเป็นหลักฐานสำคัญในคดี ถือเป็นพยานที่ตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งเมื่อส่งความเห็นมาอัยการก็มีหน้าที่ส่งความให้ป.ป.ช.พิจารณา แต่การพิจารณาว่าช้าหรือเร็วในการตอบกลับมานั้น อัยการไม่สามารถควบคุมได้ การที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ป.ป.ช.เห็นต่างและมอบหมายให้สภาทนายความยื่นฟ้องเองก็ถือเป็นกระบวนการตามหลักกฎหมายที่ทำได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่ตัดสินใจเป็นการทำลายศรัทธาประชาชนที่มีต่อองค์กรอัยการหรือไม่ นายจุลสิงห์ กล่าวว่า อัยการเวลาจะสั่งคดีต้องถามใครหรือไม่ ตนจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง อุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ต้องถามใคร แล้วประชาชนศรัทธาอะไร ศรัทธาในความเป็นอิสระของอัยการใช่หรือไม่ เวลาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องไปถามรัฐบาล ฝ่ายค้าน โจทก์ จำเลยหรือไม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญรับประกันความเป็นอิสระ เราหวงแหนเราก็ได้มาแล้ว ศรัทธาของประชาชนหมายถึงอัยการสูงสุดต้องฎีกาทุกเรื่องหรืออย่างไร หากเข้าใจเช่นนั้นก็เป็นความเข้าใจที่ผิด
เมื่อปีที่แล้วอัยการสั่งฟ้องคดีสำคัญ ก็เกือบจะถูกเข้าชื่อถอดถอนไปแล้วครั้งหนึ่ง ในยามที่บ้านเมืองมีสองฝักสองฝ่าย ถ้าสั่งคดีไปในทางที่ฝ่ายหนึ่งพอใจ ฝ่ายที่สองก็อยากจะถอดถอน ตนเคยถูกทั้งสองฝ่ายต่อว่า ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือความเป็นกลาง ใครที่ทำไม่ดีก็ต้องออกจากองค์กรนี้ไป โดยตนจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม ถ้ามีใครบอกว่าคดีใดวิ่งเต้นได้ก็แจ้งมา จะดำเนินการให้ คดีอาญาหรือกระบวนการยุติธรรมมีธงไม่ได้ว่าเรื่องนี้อยากให้ฟ้อง อยากอุทธรณ์ ฎีกา การจะฟ้องต้องดูสำนวนการสอบสวน การจะอุทธรณ์ต้องดูคำพิพากษาศาลชั้นต้น การจะฎีกาหรือไม่ต้องดูคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์”นายจุลสิงห์กล่าว
เมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่ฎีกาคดีภาษีหุ้น นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ตนเชื่อในเหตุผลของศาลอุทธรณ์ เชื่อในความเห็นของคณะทำงานที่เสนอผ่านรองอัยการสูงสุดมา เรื่องนี้นอกจากเนื้อกฎหมายแล้วว่าควรฎีกาหรือไม่ ยังต้องดูหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติ ใครอยากจะฎีกาหรือไม่ฎีกาต้องอ่านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก่อน และเมื่ออ่านเหตุของตนแล้วค่อยพิจารณาว่าควรจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ ความเห็นทางกฎหมายเห็นต่างกันได้ ขอให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างสุจริต มีเหตุผลประกอบ ถ้าตนทำไม่ดี ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ก็ถอดถอนได้ หากตนพิจารณานอกสำนวนหรือไปฟังหลักฐานจากที่อื่นใดนอกเหนือจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ก็ยื่นถอดถอนได้เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่าคนกำลังมองว่าอัยการทำตัวเป็นศาลฎีกาเสียเอง นายจุลสิงห์ กล่าวว่า คนมองก็มอง ไม่ได้ว่าอะไร กฎหมายไม่ได้บังคับให้อัยการต้องฎีกาในคดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้นเห็นแย้งกัน ตอนนี้ไม่อยากให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาวุ่นวายกับกระบวนการยุติธรรม ถ้าข้อข้องใจสอบถามได้ ควรปล่อยให้ผู้อยู่ในหน้าที่ใช้ดุลพินิจ ไม่อยากให้รบกวนดุลพินิจ ถ้าใช้ดุลพินิจไปแล้วมาอธิบายทำความเข้าใจกัน หลังชี้แจงวุฒิฯจะตอบทุกคำถาม การฟ้องคดีไม่ใช่วัตถุประสงค์ของอัยการ ฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่สำนวนการสอบสวน หลายคดีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาลงโทษ ไม่ใช่ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินผิด นี่คือกระบวนการยุติธรรม
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีอัยการเข้าร่วมเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจอาจเป็นช่องให้ถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน นายจุลสิงห์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญให้อัยการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอัยการ (กอ.) แต่ถ้าเราเข้าไปเป็นบอร์ดแล้วรู้สึกว่าทำงานไม่ได้ ก็ออกมา ที่สำคัญอัยการตั้งตัวเองไม่ได้ รัฐบาลหรือผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตั้ง ทุกรัฐบาลมีอำนาจตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถ้าอย่างนี้จะบอกได้หรือไม่ว่าเป็นกลาง ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลแล้วเปลี่ยนตัว ตนไม่ต้องการให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น
อีกทั้ง ผู้สื่อข่าวถามถึงคดีจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง อัยการจะมีดุลพินิจเปลี่ยนไปอย่างไร นายจุลสิงห์กล่าวว่า หลายคดีสั่งฟ้องไปแล้ว การเมืองไม่เกี่ยวข้องกับอัยการ อัยการมีที่มาจากวุฒิสภา ส่วนกรณีที่คอป.เสนอให้เปลี่ยนข้อหาจากคดีก่อการร้ายเป็นอั้งยี่ซ่องโจรนั้น ยังต้องดูสำนวน แต่ตอนนี้สำนวนยังไม่ส่งมา สำหรับแนวทางการปรองดองถ้ากำหนดให้เป็นกระบวนการระดับชาติ โดยทุกคน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือคนเดียว อัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนคดีที่สั่งฟ้องไปแล้วนั้น อัยการมีอำนาจถอนฟ้องได้ อำนาจมีแต่ควรหรือไม่อย่างไรเป็นอีกเรื่อง ส่วนมติครม.ที่ให้ปฏิบัติตามแนวทางคอป.เพื่อความปรองดอง ไม่มีผลผูกพันกับการสั่งคดีของอัยการ แต่ความปรองดองเป็นประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ทั้งประเทศ อัยการจะรับแนวทางการปรองดองมาประกอบการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามถึงบทบาทการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งที่ผ่านมาอัยการไม่รู้ที่อยู่หลักแหล่ง แต่ประชาชนและส.ส.เพื่อไทยรู้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ใด นายจุลสิงห์ กล่าวว่า อัยการสูงสุดเคยทำเรื่องขอตัวพ.ต.ท.ทักษิณไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งไปยังหลายประเทศ ส่วนประเทศกัมพูชาเคยขอตัวแล้ว แต่เขาไม่ส่งและตอบมาว่าเป็นคดีการเมือง การขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเอกสิทธิ์ของประเทศผู้รับคำขอ



