ข่าว

ว่าด้วยการล้มล้างผลจากการทำรัฐประหาร

ว่าด้วยการล้มล้างผลจากการทำรัฐประหาร

29 ก.ย. 2554

ว่าด้วยการล้มล้างผลจากการทำรัฐประหาร : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

           สัปดาห์ที่ผ่านมาการพูดเรื่องของรัฐประหารนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ได้ผ่านไปแล้ว(ตั้ง)ห้าปี และที่เป็นประเด็นร้อนมากๆ ก็คือ ปฏิกิริยาว่าด้วยข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ที่ว่าด้วยเรื่องการล้มล้างผลพวงของการทำรัฐประหาร

            ที่น่าประหลาดใจก็คือ การออกมาโต้แย้งเรื่องนี้ของบรรดานักกฎหมายและนักวิชาการนั้นมีอยู่น้อยมาก กลายเป็นว่าคนที่มาเล่นเรื่องนี้คือสื่อขาประจำที่โค่นล้มคุณทักษิณลง ที่ผลิตความคิดให้แก่นักการเมืองหน้าใหม่ของพรรคอดีตกองหนุนรัฐประหาร

            เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เพราะระดับตัวใหญ่ๆ ของพรรคอดีตกองหนุนรัฐประหารนั้นวันแรกอาจจะออกมากรีดบ้าง แต่เมื่อเจอการยืนระยะของนิติราษฎร์เข้าไป ก็ต้องปล่อยให้แนวร่วมสื่อต้านทักษิณกับนักการเมืองหน้าใหม่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไปออกมาบู๊แทน

            ส่วนสื่อที่อ้างว่าเป็นสื่อมืออาชีพ และ/หรือสื่อกระแสหลักที่ต้องสร้างภาพว่าเป็นมืออาชีพก็ต้องอาศัยลักษณะของคอลัมน์ทัศนะและซุบซิบเป็นพื้นที่ในการจัดการนิติราษฎร์ไปเรื่อยๆ จะไปโฉ่งฉ่างแบบสื่อขาประจำ และนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้

            แต่อย่างน้อยในภาษาอังกฤษ เราก็ได้นวัตกรรมทางภาษา ในการเรียกบรรดานักวิชาการกลุ่มนี้และแนวร่วมของเขาว่า anti-coup intellectual/academic หรือนักวิชาการ/ปัญญาชนต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งผมคิดว่าเป็นการสรุปประเด็นได้ดีกว่าการกล่าวหาว่าเป็นนิติเรด หรือประมาณว่าเป็นผีอีเม้ย ไปเลย

            ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ผมคิดว่าถ้าลองอ่านข้อเสนอของเขาอย่างจริงจัง ก็จะพบความพยายามที่น่าทึ่งในการ "สั่งสอน" และวางบรรทัดฐานให้แก่สังคมไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจทางกฎหมาย กับอำนาจนอกกฎหมายที่สามารถทำให้กลายเป็นกฎหมายได้ในท้ายที่สุด

            ผมเคยเขียนเรื่องเหล่านี้ไว้หลายครั้งแล้ว และหลักฐานที่ผมคิดว่าสำคัญในอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างจากที่นักวิชาการในนิติราษฎร์ใช้ก็คือ พวกเขาอ้างอิงกลับไปที่คำพิพากษาให้การทำรัฐประหาร 2490 เป็นสิ่งที่กระทำได้ ขณะที่ผมอ้างอิงแถลงการณ์ของคณะรัฐประหารชุดนั้นที่อธิบายในแนวทางเดียวกัน

            จุดประสงค์ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า แนวคำพิพากษา(แทบจะเรียกว่าคำพิพากษาเลยก็ได้) นั้นมาจากคำแถลงการณ์ของคณะรัฐประหารชัดๆ และการอ้างอิงดังกล่าวจึงไม่ต้องมากังวลว่าคำพิพากษานั้นถึงที่สิ้นสุดหรือไม่ (เพราะในหลักกฎหมายนั้นแม้จะสิ้นสุดก็ริเริ่มให้มีการตัดสินใหม่หรือยกเลิกได้เช่นกัน) แต่อยู่ที่ว่าอิทธิพลทางความคิดแบบไหนต่างหากที่อยู่เบื้องหลังแนวคำพิพากษา

            ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในแง่ของการทำให้ประกาศต่างๆ ของคณะรัฐประหาร 2549 ที่มีก่อนรัฐธรรมนูญชั่วคราว/ถาวร 49/50 นั้นเสียเปล่า และให้สถาบันต่างๆ มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้มีการลงประชามติในการแก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ จึงมีลักษณะที่แหลมคม และทำให้หลักการทางกฎหมายในสังคมประชาธิปไตยได้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มระบบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นการยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และปวงชนชาวไทยนั้นเป็นองค์อธิปัตย์ที่แท้จริง

            แต่กระนั้นก็ตาม ผมกลับคิดว่าฝ่ายที่ยืนตรงข้ามกับนิติราษฎร์นั้นกลับไม่ใช่แค่นักกฎหมายที่พยายามสร้างตัวบทในการให้อำนาจคณะรัฐประหาร เหมือนที่ฝ่ายนิติราษฎร์คิด

            แต่หมายถึงบรรดาความคิดสองกลุ่ม หนึ่งคือพวกที่เกลียดทักษิณโดยเฉพาะและไม่สามารถประนีประนอมได้ และพวกที่สองที่เชื่อว่า การเมืองและการปกครองนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงความถูกต้องในเชิงบริบทและเป้าหมาย ในแง่ที่ว่า หลักการสำคัญก็คือ ถ้าเราต้องการบรรลุเป้าหมาย กฎหมายจะต้องเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะบรรลุสิ่งนี้ให้ได้ ซึ่งในแง่นี้กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่หลักการ และกฎหมายจะทำงานได้ก็ต้องมีอำนาจการเมืองที่ถูกต้องค้ำยันอยู่ ซึ่งบางครั้งถ้าการเมืองประชาธิปไตยมันค้ำยันกฎหมายไม่ได้ ก็ต้องใช้การเมืองอื่นมาค้ำยัน

            เถียงกันแบบนี้น่าจะดีกว่าทำลายความน่าเชื่อถือกันราวกับสังคมเป็นวงโต้วาทีจะดีกว่าไหมครับ