ข่าว

'วิกฤติซับไพรม์ ทลายโลกทุนนิยม'

'วิกฤติซับไพรม์ ทลายโลกทุนนิยม'

29 ก.ย. 2554

'วิกฤติซับไพรม์ ทลายโลกทุนนิยม': กระจกเงา โดย อัศศิริ ธรรมโชติ

           ขอเขียนถึงหนังสือ “วิกฤติซับไพรม์ ทลายโลกทุนนิยม” (The Trillion Dollar Meltdown) ที่คุณขุนทอง ลอเสรีวานิช แปลและเรียบเรียงออกมาเป็นภาษาไทยอีกสักตอนหนึ่งครับ โดยเฉพาะการกล่าวถึงสถาบันจัดอันดับเครดิต กองทุน (เฮดจ์ฟันด์) ธนาคารและนักค้าเงินพวกวาณิชธนกิจทั้งหลาย

            ชาร์ลส์ อาร์ มอร์รีส ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงสถาบันจัดอันดับเครดิตที่มีส่วนในการสร้างความร้อนแรงของตลาดหุ้นว่า สังคมอาจคิดว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตคือผู้ตัดสินที่เป็นกลางในการพิจารณาคุณภาพของหลักทรัพย์เหมือนศาลฎีกาของโลกการเงิน

            แต่ความจริงแล้วการจัดอันดับเครดิตนับเป็นธุรกิจที่กำไรสูง และมีการเติบโตมาก

            “ตัวอย่างระหว่างปี 2002 และ 2006 มูดี้ส์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าและราคาหุ้นสูงขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว ลูกค้าหลักของสถาบันจัดอันดับเครดิตคือธนาคารใหญ่ๆ และธนาคารเพื่อการลงทุน”

            ผู้เขียนบอกว่าเนื่องจากการจัดอันดับเครดิตสามารถต่อรองกันได้ จึงมีสถาบันจัดอันดับเครดิตที่พร้อมที่จะบิดเบือนเกณฑ์การจัดอันดับของตนอยู่เสมอ เพื่อทำให้ลูกค้าพอใจ

            สำหรับกองทุนเอกชนและเฮดจ์ฟันด์อเมริกันนั้น ชาร์ลส์ อาร์ มอร์รีส กล่าวว่า พวกนี้อยู่เหนือชาติ สิ่งที่พาพวกเขาไปก็คือเงินเท่านั้น

            ผู้ที่จะมีอำนาจเหนือกองทุนเหล่านี้ก็คือ ประเทศเจ้าของทุนหรือไม่ก็พวกขุนนางเจ้าของคฤหาสน์ อย่างอาหรับ รัสเซียและจีน จะเห็นได้จากที่จีนพยายามซื้อกิจการของยูโนแคล ของอเมริกา และความพยายามของดูไบ ในการซื้อหุ้นข้างมากของบริษัทบริหารท่าเรือในลอนดอน

            เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอันเนื่องมาจากการทลายลงครั้งใหญ่ของสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกกันว่า วิกฤติซับไพรม์ เมื่อ 2-3 ปีก่อน จนสหรัฐอเมริกาต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ถึงทุกวันนี้

            และผู้เขียนบอกว่า นี่คือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า การกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อในตลาดการเงินสมัยใหม่เป็นเรื่องจำเป็น

            การฟื้นคืนของเศรษฐกิจอเมริกาจะกลับมาได้ ก็ด้วยการสร้างดุลยภาพใหม่ด้วยการฟื้นฟูระบบการควบคุมตรวจสอบอุตสาหกรรมการเงินที่มีประสิทธิภาพ ลัทธิตลาดเสรีที่ลดทอนอำนาจรัฐบาลจนไร้กฎเกณฑ์ทำให้ตลาดเงินต้องตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ ทุจริต และตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการล่มสลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            รัฐบาลจึงควรรื้อฟื้นบางส่วนของกฎหมายนำกลับมาใช้ใหม่ กับธุรกิจธนาคารพาณิชย์และพวกวาณิชธนกิจ นักเล่นเงินทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่นว่า

            “วิธีการเสนอบริการทางการเงินแบบขายพ่วง เป็นตัวอย่างที่ดีของการฉ้อฉลที่เกิดขึ้นล่าสุด วาณิชธนกิจที่แข่งกันรับงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินมักจะพ่วงข้อเสนอให้เงินกู้ชั่วคราวจากธนาคารพาณิชย์ในเครือเดียวกันไปด้วย ซึ่งเป็นการใช้เงินฝากของประชาชนเป็นเครื่องมือให้ได้งานมาและได้ค่าธรรมเนียมสูงๆ เป็นการฉ้อฉลอย่างหนึ่งที่ต้องถูกจัดการด้วยกฎหมาย”

            ชาร์ลส์ อาร์ มอร์รีส ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลจะต้องทำให้ตลาดการเงินอเมริกาโปร่งใส ซื่อสัตย์ และนักลงทุนต้องได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และที่สำคัญจำเป็นต้องทำให้ธุรกิจธนาคารเป็นอาชีพที่สนุกน้อยลง

            เพราะธุรกิจการเงินไม่ใช่ธุรกิจกาสิโน

            ผู้เขียนย้ำว่า โลกใหม่ของตลาดเงินเต็มไปด้วยปัญหาตัวแทนที่ไว้ใจไม่ได้ ไม่เพียงแต่พวกนายหน้าขายสินเชื่อบ้านเท่านั้น แม้แต่ในวงการศึกษา ยา และการแพทย์ ก็เชื่อไม่ได้เหมือนกัน ด้วยกลิ่นของเงินอันเย้ายวนใจได้ปิดกั้นสำนึกในทางจริยธรรมอยู่ตลอดเวลา

            คนที่ไว ใจถึง และไม่ยึดมั่นในหลักการจึงสามารถทำเงินมากมายได้อย่างรวดเร็ว

            “เรามาถึงจุดที่ลัทธิตลาดเสรีนิยมได้กลายมาเป็นปัญหาเสียเอง แทนที่จะเป็นทางออก” ชาร์ลส์ อาร์ มอร์รีส บอกด้วยว่า วันเวลาที่เฟด (ธนาคารกลางอเมริกา) มีอำนาจแบบครอบจักรวาลนั้นได้หมดสิ้นลงแล้ว...

            ขอบคุณคุณขุนทองผู้แปลหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง มีผู้เตือนว่าเศรษฐกิจโลกน่าเป็นห่วง เศรษฐกิจไทยก็ขึ้นอยู่กับอเมริกานี่แหละครับ