กาสิโนรุก'ทุ่งกุลา'นายทุนรองาบเค้ก
บ่อนกาสิโนรุกคืบ "ทุ่งกุลา" นายทุนจมูกไว รองาบเค้กก้อนโต : กวินทรา ใจซื่อ เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์ รายงาน
การปัดฝุ่น" โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์" ซึ่งมีบ่อนกาสิโนอยู่ด้วย ได้ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 โดยฝ่ายเห็นด้วยให้เหตุผลว่า เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศ ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีบ่อนกาสิโนทั้งหมดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลูกค้ารายใหญ่ของการพนันมีระดับของกาสิโนคือคนไทย
แต่เมื่อโฟกัสสถานที่ก่อสร้างไปที่ "ทุ่งกุลาร้องไห้ " จ.ร้อยเอ็ด ดินแดนที่เคยแห้งแล้งจน "กุลา" ต้องร้องไห้มาแล้ว หากแต่ในปัจจุบัน พ.ศ.2554 "ทุ่งกุลา" ไม่ใช่ดินแดนอัตคัดเหมือนเดิม ท้องทุ่งนาสีเขียวพลิ้วไสว เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล และเป็นพื้นที่หัวใจสำคัญในการผลิตข้าวหอมมะลิโลกไปแล้ว
ถึงวันนี้ "ทุ่งกุลา" ยังเหมาะที่จะเป็น "บ่อนกาสิโน" หรือไม่ !!
"ธีระชัย แสนแก้ว" หนึ่งในผู้จุดประกาย "บ่อนกาสิโน " เมื่อประมาณปี 2551 เล่าว่า สมัยนั้นนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีได้พูดเปรยว่า มีกาสิโนก็ดี ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็เหมาะ เพราะสถานที่กว้างขวาง ก่อสร้างได้ทุกอย่างครอบคลุมไปหมด จะทำให้คนได้เข้ามาเที่ยว มาดู มาเล่นได้ ทุกอย่างอยู่ในที่นี้ แต่ตอนนั้นเป็นเพียงความคิดเท่านั้น ยังไม่ได้มีการศึกษารายละเอียดเลย เพียงแค่ว่าน่าจะใช้ทุ่งกุลาเท่านั้น
"ตอนนั้นเรายังไม่มีนโยบายออกมาเป็นรูปธรรม มีแต่ความคิด เพียงแค่สภาได้ศึกษา และนายกฯ สมัครเปรยในที่ประชุม ครม.เท่านั้น ไม่ได้เป็นมติอะไร ตอนนั้นพอมีข่าวออกไป ก็มีหน่วยงาน ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ ออกมาคัดค้านทันที บอกว่ารัฐบาลไม่มีอะไรจะทำแล้วหรือไง เรื่องนี้เลยไม่ได้เดินหน้าต่อ"
แม้ " ธีระชัย " จะสนับสนุนกาสิโนในไทย แต่เขาบอกว่า เรื่องสถานที่สร้างไม่จำเป็นต้องเป็นที่ทุ่งกุลาก็ได้ เพราะทุ่งกุลาเปลี่ยนไปแล้ว สมัยก่อนถ้าพูดถึงทุ่งกุลาจะมองเห็นภาพดินแยกแตกระแหง แต่มันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว กว่า 10 ปีมานี้ ทุ่งกุลาไม่ได้ร้องไห้อีกแล้ว เพราะเกษตรกรทำนาข้าวตามแบบบรรพบุรุษ มีแหล่งน้ำ ฝนฟ้าที่ตกในพื้นที่ รวมถึงมีพายุจนถึงขั้นน้ำท่วม ฉะนั้นหากจะนำทุ่งกุลาในปัจจุบันไปทำเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ คงเป็นแนวคิดที่ห่างไกลความจริง เพราะการจะไปลงทุนซื้อที่ดินที่ทุ่งกุลาเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว
"หากจะทำเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ จะต้องมีแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ควรจะใช้ทุ่งกุลา แต่ต้องหาพื้นที่ที่อยู่ติดภูเขาหรือสร้างพื้นที่ขึ้นมาเป็นเมืองเมืองหนึ่งไปเลย ซึ่งในประเทศไทยยังมีพื้นที่แบบนี้อยู่ ปล่อยให้ทุ่งกุลาเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิส่งออกไปอย่างนี้ดีกว่า" ธีระชัยกล่าว
กระแสข่าวการเข้ามาซื้อที่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ทำกาสิโนครบวงจร มีการพูดคุยกันมานาน สร้างความเป็นห่วงบ้านเกิดให้แก่ "ปรีชา ยินดี" ชาวบ้านหมู่ 10 ต.เมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ดไม่น้อย ภาพผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ผู้หญิงที่แต่งตัววับๆ แวมๆ คงมีให้เห็นดาษดื่น ธุรกิจการค้าที่จะมารองรับบ่อน รวมถึงอาชญากรรมต้องผุดราวกับดอกเห็ด ถ้ามีวันนั้นทุ่งกุลาร้องไห้ที่เคยสงบสุขแห่งนี้คงจะมีแต่คนกลายพันธุ์
ภาพข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ที่กว้างไกลสุดลูกหูตายังอยู่ในความทรงจำของ "ปรีชา" ลูกชาวไร่ชาวนาที่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมาตลอดชีวิต สืบทอดมาแต่ครั้งรุ่นพ่อแม่ พื้นที่บ้านเมืองบัว อ.เกษตรวิสัย ที่มีลำน้ำขนาบ 2 ข้าง คือลำน้ำเสียวใหญ่ และลำน้ำเตา ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งจับปูจับปลา แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิ แหล่งทำกินของชาวบ้านทั้งใน จ.ร้อยเอ็ดและใกล้เคียง ชาวบ้านไม่เคยอดอยาก
ตลอด 20 ปีที่ทุ่งกุลาร้องไห้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ทั้งการเพาะปลูก ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว กระแสการลงทุนโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ จึงสร้างความกังวลใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่น้อย
“ไม่เห็นด้วยแน่นอนที่จะเปลี่ยนนาให้เป็นกาสิโน หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้อาชีพ วัฒนธรรม สังคม ที่มีอยู่เสียหายไปทั้งหมด เราต้องทนดูลูกหลานเข้าไปทำงานในบ่อน มีวิถีชีวิตเหมือนคนเมือง รู้จักทำมาหาเงิน แต่หลงลืมรากเหง้าของตัวเอง แค่นี้ทุ่งกุลาก็คงจะร้องไห้จริงๆ แล้ว” ปรีชาบอก
แม้หลายฝ่ายจะบอกว่า การสร้างบ่อนกาสิโนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ยังเป็นแนวคิด แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัด คือการขยับเข้ามากว้านซื้อที่ดินบริเวณนี้ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อีกไม่นานท้องทุ่งเขียวขจีของทุ่งกุลาจะแปรเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตหลายสายที่ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่ "บ่อน"
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนายทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินบริเวณพื้นที่สาธารณะกว่า 1,000 ไร่ เชื่อมต่อระหว่างเทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย และเทศบาลตำบลหินกอง อ.สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งได้รับการส่งเสริมให้ปลูกไม้ยูคาลิปตัสในราคาไร่ละ 8 หมื่นบาท และมีชาวบ้านหลายคนตัดสินใจขายไปแล้ว
น.ส.ฉัตรแก้ว ขาวสระคู ชาวบ้านหนองอีเข็ม หมู่ 10 ต.หินกอง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด หนึ่งในชาวบ้านหลายคนที่นายหน้ากลุ่มนี้เข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดิน เล่าว่า มีคนเข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดินจากพ่อและแม่ โดยบอกว่าต้องการที่ดินประมาณพันไร่ ให้ราคาไร่ละประมาณ 8 หมื่นบาท พ่อบอกว่าเขาเข้ามากว้านซื้อที่ดินไปจนหมดแล้ว ส่วนใหญ่ชาวบ้านก็ขายให้เพราะสภาพพื้นที่แห้งแล้ง ส่วนรายละเอียดว่าซื้อแล้วเอาไปทำอะไรนั้น ไม่มีใครรู้
ในอีกด้าน การเข้ามาของโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ก็มีคนเห็นด้วย โดยเฉพาะผู้นำท้องถิ่นอย่างนายนิกร พุกพิลา นายก อบต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ บอกว่า จะช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะมองว่าพื้นที่มีความแห้งแล้งและไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ การเข้ามาสร้างบ่อนกาสิโนนำไปสู่ถนนหนทาง ประปา ไฟฟ้า และความเจริญอีกมากมาย แต่คงต้องมีการพูดคุยถึงรายละเอียดการดำเนินการ การจัดทำประชาพิจารณ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้ร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา
“โครงการนี้ไม่เพ้อฝันแน่นอน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชาสร้างนำหน้าเราไปแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหา เมื่อเราห้ามการเล่นพนัน ธุรกิจใต้ดินไม่ได้ การที่รัฐบาลนำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาอยู่บนดิน และทำให้ถูกกฎหมาย เงินภาษีของบ่อนที่คืนสู่ท้องถิ่น ก็จะทำให้พี่น้องเราอยู่ดีกินดีขึ้น ดีกว่าปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า กลายเป็นที่เสื่อมโทรม หรือที่ทิ้งขยะ” ความคิดเห็นของนายก อบต.สระคู



