
ฉะนักการเมืองจ้องฮุบพลังงานทะเล
วงเสวนา เอ็มโอยู44 ร้อน นักวิชาการซัดนักการเมืองอยู่เบื้องหลังเจรจาเรื่องผลประโยชน์ในแหล่งพลังงาน ยกเอ็มโอยู44 ตัวปัญหาทำให้เจรจาไม่สำเร็จ แต่หากยกเลิกเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย
ที่สยามสมาคมฯ วันที่ 28 ก.ย. 2554 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ปัญหาเอ็มโอยู พ.ศ. 2544 : เขตไหล่ทวีปไทย-กัมพูชา ไทยเสียเปรียบจริงหรือ?” โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมสัมมนา
พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ กล่าวว่าตนขอให้ข้อมูลว่าเส้นเขตแดนทางบก และทางทะเล ระหว่างไทย - กัมพูชา เป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้นหากเส้นเขตแดนบนบกเป็นเช่นไร จะไม่มีผลผูกพันกับเส้นเขตแดนทางทะเล ซึ่งเขตแดนทางทะเลนั้น ตามหลักสากล กำหนดให้เป็นสิทธิของรัฐที่จะประกาศพื้นที่ใช้สอย หรือเสรีภาพทางทะเล ตามหลักสากลกำหนดให้เขตครอบครองนั้นมีเนื้อที่ 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5 กม. จากเส้นไหล่ทวีป
นอกจากนั้นให้ถือว่าเป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน สำหรับประเด็น บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปซับซ้อนกัน พ.ศ.2544 (เอ็มโอยู 2544) จะยกเลิกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะพิจารณา แต่หากมีการยกเลิก ตนรู้สึกเสียดายในส่วนที่บัญญัติไว้ในเอ็มโอยู 2544 ที่มีประโยชน์ คือ ในข้อ 2 (ฉ.) ระบุให้มีการแบ่งเขตแดนซึ่งสามารถยอมรับได้ร่วมกัน ซึ่งในส่วนดังกล่าวถือว่าเป็นความหวังที่เฝ้ารอมานานว่าหากเมื่อมีการเจรจาเรื่องเขตแดนที่ยอมรับได้ร่วมกัน เส้นเขตแดนทางทะเลที่กัมพูชาเขียนไว้จะหายไป เพื่อมากำหนดเส้นเขตแดนร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชาเส้นใหม่
พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ อดีตเสนาธิการฐานทัพเรือสัตหีบ กล่าวว่า การเจรจาเรื่องพื้นที่เขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่มีเอ็มโอยู 44 ผลพบว่าไม่เคยมีความคืบหน้าด้านการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ มีเพียงแต่การแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนเท่านั้น ดังนั้น ตนจึงเชื่อว่า มีนักการเมืองซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการเจรจานอกโต๊ะ และใต้โต๊ะอย่างแน่นอน ดังนั้น เอ็มโอยู 44 เท่ากับเป็นเอ็มโอยู ล็อกสเปก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิดการเจรจา ที่ทำให้เกิดข้อครหาในการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ที่มีอำนาจ
“การเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลก่อนหน้านั้น ระหว่างไทยและมาเลเซีย หรือไทยและเวียดนาม เป็นการเจรจาที่นำข้อขัดแย้งมาหารือกันก่อนที่จะสรุปออกมาเป็นเอ็มโอยูหรือข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งทำให้การตกลงเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันเป็นไปด้วยดี เพราะเป็นการเจรจาบนโต๊ะภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ต่างจากกรณีไทย-กัมพูชาที่มีการลงนามในเอ็มโอยู ก่อนที่จะพูดคุย ทำให้ไม่เกิดความคืบหน้า ส่วนประเด็นจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ล้วนทำให้เกิดผลกระทบกับประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น” พล.ร.ท.ประทีป กล่าว
ส่วนนายชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศการลากเส้นเขตแดนทางทะเลของประเทศกัมพูชา ที่ลากผ่านเกาะกูด และการขีดเส้นของไทยที่พบในปัจจุบันนั้นไม่ถือว่ามีผลผูกพันตามหลักกฎหมาย เป็นเพียงวิธีการลากเส้นเพื่อให้แต่ละฝ่ายอ้างอิงเท่านั้น ดังนั้น หากต้องการทำเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ได้ข้อยุติ มี 2 ทาง คือ 1.การเจรจา และ 2.นำเรื่องให้ศาลโลกเป็นผู้ตัดสินตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากนำเรื่องให้ศาลโลกพิจารณา ไม่ว่าผลจะออกมาทางไหนทั้ง 2 ประเทศก็ต้องยอมรับ สำหรับประเด็นเรื่องพื้นที่ในขณะนี้ ตนมองว่าสิ่งที่ควรจะนำมาคิดและเร่งเจรจา คือ พื้นที่โดยรอบเกาะกูด ว่าจะกำหนดเส้นอาณาเขตรอบเกาะกูดด้วยหรือไม่



