ข่าว

'เอสเอ็มอี'8หมื่นรายอ่วมพิษน้ำท่วม

'เอสเอ็มอี'8หมื่นรายอ่วมพิษน้ำท่วม

27 ก.ย. 2554

สสว.คาดสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเอสเอ็มอี 8 หมื่นราย มูลค่าเสียหายรวมกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนปัญหาเศรษฐกิจโลกไม่กระทบมาก เหตุตลาดเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ ด้านอุตสาหกรรมอาหารห่วงน้ำท่วมส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบ เชื่อยอดส่งออกปีนี้ทะลุ 9 แสนล้านบาท

            นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนายการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ได้รับความเสียหายประมาณ 7-8 หมื่นราย กระจายใน 55 จังหวัด มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมทั้งความเสียหายต่อโรงงาน และโอกาสในการดำเนินธุรกิจ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มค้าปลีก และแปรรูปสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ให้ความช่วยเหลือปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ 8% ซึ่งรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือภาระดอกเบี้ย 2% คงเหลือดอกเบี้ยที่เอสเอ็มอีต้องจ่ายเพียง 6%

             ส่วนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกนั้น ในแง่การส่งออกของเอสเอ็มอีคงไม่กระทบมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาศัยตลาดในประเทศ รวมทั้งยังเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกของกลุ่มเอสเอ็มอีในปีนี้จะลดลงขยายตัวเพียง 4.2% ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5-4% ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ขยายตัว 8%

             ด้านนายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า พื้นที่ที่น้ำท่วมส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว ผักและผลไม้ จึงอาจกระทบต้นทุนวัตถุดิบในปี 2555 ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องระมัดระวังในการรับคำสั่งซื้อเพื่อให้มั่นใจว่ามีวัตถุดิบที่เพียงพอ โดยในปีนี้ได้ตั้งเป้าการส่งออกอาหารไว้ที่ 9 แสนล้านบาท สูงขึ้นจากปี 2553 ที่ส่งออกได้ 8.5 แสนล้านบาท ขณะที่ก่อนจะมีสถานการณ์น้ำท่วมได้ประเมินอย่างไม่เป็นทางการว่าการส่งออกอาหารอาจสูงถึง  1 ล้านล้านบาท เพราะราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะประสบปัญหาน้ำท่วมยอดการส่งออกก็มีโอกาสสูงถึง 9.5 แสนล้านบาท เพราะราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับสูง และผู้ประกอบการได้มีสต็อกวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก

             สำหรับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐและหนี้สาธารณะสหภาพยุโรป (อียู) จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารไม่มากนัก เพราะไทยเริ่มส่งออกอาหารไปตลาดเอเชียและอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นที่มีความต้องการสินค้าอาหารมากขึ้น เพราะผลผลิตทางการเกษตรมีปัญหา รวมทั้งอาหารเป็นสินค้าจำเป็น จึงเชื่อว่าสหรัฐและอียูจะไม่ลดการบริโภคลงมาก แต่หากสหรัฐหรืออียูมีความต้องการลดลง ผู้ประกอบการก็ต้องหันมาทำตลาดเอเชียมากขึ้นได้

 

จีนผวาน้ำท่วมฉุดผลผลิตยางพาราไทย


              นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยาง จังหวัดจันทบุรี และประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายประเทศทั้งที่เป็นผู้ผลิตยางพาราในฐานะแหล่งปลูก และประเทศผู้นำเข้ายางพารา กำลังให้ความสนใจกับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนมีการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลต่อปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ 

              "ผมได้รับการติดต่อจากตัวแทนประเทศผู้นำเข้าโดยเฉพาะจากจีน สอบถามมาถึงกำลังการผลิตยางพารานับจากนี้ไป ภายหลังจากที่เกิดน้ำท่วมว่าจะมีผลมากน้อยแค่ไหน เพราะปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายภาค ซึ่งได้อธิบายไปว่า จะไม่มีผลต่อปริมาณยางพารา เนื่องจากจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ จำนวนไร่ที่เพาะปลูกยางพาราอยู่ในหลักหมื่นไร่เท่านั้น ยางแผ่นดิบที่เพาะปลูกได้มีเพียงไม่ถึง 7% ของปริมาณยางแผ่นดิบที่ไทยผลิตได้ทั้งประเทศ" นายเพิกกล่าว

              นายเพิก กล่าวต่อว่า การอธิบายสถานการณ์ดังกล่าวมีผลทำให้ราคายางพาราในไทยที่จีนสั่งซื้อ ไม่มีความผันผวนเกิดขึ้นในแง่ของการที่จะเร่งสั่งซื้อ โดยในขณะนี้ยางแผ่นดิบในไทยยังซื้อขายกันที่ 130 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ดีเมื่อเปรียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และราคาดังกล่าวเป็นผลจากความต้องการยางพาราไทยในประเทศจีนยังมีมากอย่างต่อเนื่อง มีการสั่งซื้อมายังผู้ค้าส่งยางพาราทุกวันจึงทำให้ราคายางไม่ลดลง

              อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศในยุโรป ทั้งสเปน และอิตาลี ที่มีการสั่งซื้อยางพาราของไทยอาจจะมีปริมาณลดลง เนื่องจากทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจึงสั่งซื้อยางจากไทย เพื่อนำไปผลิตยางรถยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ยางผลิต ลดน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจ ต่างจากประเทศจีนที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะประเทศผู้นำเข้าและผู้ผลิตสินค้ารายสำคัญ