
'ยิ่งลักษณ์'กล้าหัก'รากหญ้า'?
ฤา 'ยิ่งลักษณ์' จะ(กล้า)หัก 'รากหญ้า' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา'
ตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันดิ่งหัวลง หลังจากอาการทรุดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตร หมดเวลาฮันนีมูน ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแล้วอย่างเป็นทางการ หลังจากนี้เป็นเวลาเล่นจริงเจ็บจริง
เส้นทางของเธอหลังจากนี้ เดินไปท่ามกลางขวากหนามรอบข้าง มันเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดที่จะบอกว่าเธอมีความพร้อมที่จะเป็นนายกฯด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นโคลนนิ่งของใคร เพราะตอนนี้ปัจจัยลบมากันครบทั้งไทยและต่างประเทศ
สองปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจคือเศรษฐกิจโลกและน้ำท่วมในประเทศ
ขนาดเศรษฐกิจของอเมริกาใหญ่โตขนาดไหน ถึงกับมีคนเปรียบไว้ว่า สหรัฐฯจามเมื่อไหร่ ทั่วโลกก็อาจจะติดหวัดตามไปด้วย คราวนี้มันไม่ใช่แค่อเมริกาจาม แต่ยุโรปก็ไอด้วย หนี้สาธารณะของกรีซเจ้ากรรม ฉุดกระชากเศรษฐกิจยุโรปร่วงผล็อยดังแอ๊ก พินาศตามกันไปทั้งยุโรป หวัดคราวนี้ก็ขยับเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ร้ายแรงกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้สัญญาณไม่เลวร้ายขนาดนี้ เพราะตลาดหุ้นซบเซา คนก็แห่มาเล่นตลาดทอง หรือตลาดน้ำมัน
แต่มาวันนี้เงินลงทุนมันแห้งเหือดไปทั้งสามตลาด เพราะต่างเก็บเงินสดเอาไว้กับตัวเอง
ภาวะแบบนี้กระทบตรงๆ เพราะทั่วโลกจะลดการบริโภค ลดปริมาณการนำเข้า เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก 70 เปอร์เซนต์ของจีดีพี จะโดนหางเลขไปเต็มๆ เพราะถึงแม้ค่าบาทอ่อนจะทำให้ได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ถ้าตลาดต่างประเทศต่างรัดเข็มขัดเก็บเงินไม่ยอมจ่ายพร้อมๆกัน ทำให้ขาข้างหนึ่งซึ่งเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจไทยล้มลงก็ได้
ยิ่งลักษณ์ต้องต่อสู้กับภาวะการณ์เช่นนี้ให้ได้
นั่นคือปัจจัยนอกประเทศ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ที่ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจอีกก็คือน้ำท่วมที่กระจายวงกว้าง 23 จังหวัด เดือดร้อน 3 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 166 ราย นอกจากจะไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม การฟื้นฟูเยียวยาต้องใช้จ่ายเงินมหาศาลเพื่อที่จะบรรเทาเบาบางลง
บ้านเรือนเสียหาย พืชผลการเกษตรพังพินาศย่อยยับนับแสนๆไร่
สองปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจไทย เป็นภารกิจที่ท้าทายภาวะผู้นำของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าจะผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้อย่างไร
เงินในกระเป๋าที่มีจำกัดจะเลือกไปกับอะไร ตอนนี้เริ่มมีเสียงเรียกร้องดังขึ้นเรื่อยๆแล้วว่ารัฐบาลต้องชะลอนโยบายประชานิยมที่ไม่เร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านที่ต้องใช้เงินถึง 7 หมื่นล้านบาท หรือSML ที่ต้องใช้นับแสนล้าน
โค้งนี้วัดใจ ยิ่งลักษณ์และทีมเศรษฐกิจจะเลือกเดินทางไหนจะเดินหน้านโยบายประชานิยมที่ต้องใช้เงินอาจจะถึงแสนล้านบาท เพื่อรักษาภาพทางการเมือง ให้ได้ชื่อว่ารัฐบาลทำตามทุกอย่างที่สัญญาไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง
หรือจะยอมเสียหน้าเล็กน้อย ยอมขัดใจรากหญ้า ชะลอนโยบายต่างๆเพื่อเก็บเงินไว้สู้กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่ามันจะหนักหน่วงเป็นวิกฤตการณ์รอบสองหลังจากที่เคยเกิดเมื่อปี 51
แต่ถ้าไม่กล้าขัดใจรากหญ้า หลับหูหลับตาเดินหน้าโปรยประชานิยม อาจจะล่มไม่เป็นท่า แล้วจะหาว่าไม่เตือน
...................
(หมายเหตุ : ฤา 'ยิ่งลักษณ์' จะ(กล้า)หัก 'รากหญ้า' โดย 'เสถียร วิริยะพรรณพงศา')



