
จับสามเณรฉาวเปิด'เฟซบุ๊ค'ลวง
เปิด "เฟซบุ๊ค"...จับสามเณรฉาว : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ
"ผู้ปกครอง" แทบจะไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้เลยว่า การที่ "ลูก-หลาน" วัยเรียน ดูท่าทีสงบเงียบ แฝงรอยยิ้มความร่าเริง วันๆ เอาแต่ซ่อนตัวจดจ่ออยู่หลังจอสี่เหลี่ยม ซึ่งเชื่อมพวกเขาไปสู่โลกอีกใบ ที่เรียกว่า "ออนไลน์" นั้น ...ความคิด ความรู้สึก ความเคลื่อนไหวภายในจิตใจของพวกเขา อาจไม่เป็นดั่งภาพที่เห็น...สุดท้าย ก็กลายเป็นอุทาหรณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า!!
"น้องเอ" (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 12 ปีจากครอบครัวหย่าร้างที่ต้องอยู่กับพ่อเพียงลำพัง กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุด จากด้านมืดของสังคมออนไลน์ เธอพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ชายแปลกหน้าผ่านเกมออนไลน์เกมหนึ่ง จากคนที่แปลกหน้าก็กลายเป็นคนคุ้นเคย และในที่สุด เธออาจจะเรียกความรู้สึกนี้ว่า "รัก" แล้วอยากพบเจอกันในโลกของความจริง จึงตัดสินใจเดินทางจากบ้านเกิด อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก
หลังการตัดสินใจของเธอยังไม่ทันครบ 24 ชั่วโมง ผู้เป็นพ่อร้อนรนใจเป็นที่สุด สอบถามหรือติดต่อใครๆ ที่คาดว่าจะรู้ถึงการหายตัวของลูกสาวแต่ก็ไร้วี่แวว จึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา
ต่อมา น้าสาวของเธอขอความช่วยเหลือไปยังบริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง จนทราบว่าความเคลื่อนไหวของ "น้องเอ" น่าจะอยู่แถวๆ ถนนลาดพร้าวตัดแยกวังหิน กรุงเทพฯ แล้ว น้าสาว จึงขอความช่วยเหลือกับ พ.ต.อ.สุพัชร พึ่งพวง ผกก.ดส. และ พ.ต.ต.มานะ จันทร์ลาด สว.งานสงเคราะห์และคุ้มครอง กก.สด. เพื่อช่วยติดตามหาตัวน้องเอ เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย
"น้าสาวบอกว่า น้องเอไม่เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เลย ตอนอยู่ที่เชียงใหม่ ก็ใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เล่นเกมออนไลน์ ชุดสืบสวนจึงเชื่อว่าน่าจะถูกล่อลวงผ่านทางอินเทอร์เน็ต และน้าสาวของน้องเอเคยพูดคุยกับน้องเอผ่านเฟซบุ๊ก ชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี จึงยื่นคำขอเป็นเพื่อนกับน้องเอผ่านเฟซบุ๊กเพื่อติดตามหาตัวอีกทางหนึ่ง" พ.ต.อ.สุพัชร กล่าว
หลังจากนั้นไม่นาน ชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี ก็ติดต่อน้องเอผ่านเฟซบุ๊คได้สำเร็จ ด้วยการใช้รูปโปรไฟล์ที่น่ารักๆ ใช้ภาษาแบบวัยรุ่นที่พูดคุยกัน ทำเป็นเสมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน และพยายามสอบถามว่า น้องเออยู่ที่ไหน แต่อยู่ดีๆ ข้อความที่ตอบกลับมา กลับเป็นถ้อยคำหยาบคาย ประมาณว่า "มายุ่งอะไรกับแฟนกู" จึงพอสรุปได้ว่า น้องเออาจอยู่กับผู้ชาย และเมื่อหน่วงเวลาสนทนาเพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด จึงแสร้งพูดคุยมาจีบน้องเอ ผู้ที่ใช้นามแฝงว่า "ตาล" จึงไม่พอใจ และนัดให้ไปเจอนายทหารยศ "ร้อยเอก" ซึ่งอยู่ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง ย่านบางซ่อน กรุงเทพฯ
ชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นว่า น้องเออาจจะอยู่ในค่ายทหาร จึงตัดสินใจประสานไปยังนายทหารเวรที่ค่ายดังกล่าว จนกระทั่งพบตัวนายทหารที่ผู้ใช้นามแฝงว่า "ตาล" อ้างถึง จึงทราบว่า "ตาล" นั้นเป็นหลานชายของเขา ซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดชื่อดัง ย่านลาดพร้าว ชุดสืบสวนจึงเดินทางไปที่วัดกลางดึกแต่พบว่าประตูวัดปิด จึงออกตามหาน้องเอ ตามร้านอินเทอร์เน็ตใกล้เคียง ก็ไม่พบ แต่แล้วจู่ๆ มีบุคคลโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือน้าสาวของน้องเอ ว่าพบน้องเอให้มารับตัวที่หน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธินในวันที่ 23 กันยายน พอถึงเวลานัดหมาย ได้พบกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง บอกว่า หลานชายให้เดินทางไปรับน้องเอมาจากวัด
ชุดสืบสวนจึงประสานงานไปยัง พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รองผบก.น.2 และ พ.ต.อ.สราวุธ จินดาคำ ผกก.สน.โคกคราม ให้พาน้องเอไปตรวจร่างกาย และรอพ่อมาแจ้งความแล้วสอบสวนน้องเอต่อหน้าสหวิชาชีพ รวมถึงนำสำนวนการสอบสวนเสนอศาลอาญาพิจารณาออกหมายจับ นายไพบูลย์ พูลสาริกิจ หรือ ตาล อายุ 20 ปี ในข้อกล่าวหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยไม่มีเหตุอันควร และข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ทันทีที่ออกหมายจับ พบนายไพบูลย์ กำลังนอนอยู่ในกุฏิภายในวัด จึงประสานให้เจ้าอาวาสจับสึกเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
“ผมรู้จักกับน้องเอทางเกมออนไลน์เกมหนึ่ง แล้วก็พูดคุยกันเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 13 กันยายน ทราบว่าน้องเอหยิบเงินพ่อมา 3 พันบาท แล้วนั่งรถทัวร์มาลงที่สถานีขนส่งหมอชิต พอมาถึงกรุงเทพฯ จึงบอกให้นั่งรถแท็กซี่มาหา ผมให้น้องเอเอาโทรศัพท์มือถือให้คนขับรถแท็กซี่ แล้วก็บอกทางให้มาที่วัด พอมาถึงที่วัด ก็พูดจาตามประสาวัยรุ่นจนกระทั่งล่วงเกินน้องเอ“ นายไพบูลย์ รับสารภาพ



