ข่าว

45 ปี หัวม้าลาย ครองใจลูกค้า

45 ปี หัวม้าลาย ครองใจลูกค้า

28 ก.ย. 2554

45 ปี หัวม้าลาย ครองใจลูกค้า ยึดหลัก'คุณภาพควบคู่บริการ'

        เครื่องครัวตราหัวม้าลาย อยู่คู่คนไทยมานาน 45 ปี และถือเป็นตราสินค้าของคนไทยที่ได้รับความนิยมทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี บริษัทตั้งใจทำแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้าและตอบแทนสู่สังคม ทั้งการแจกรางวัลทุกเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไปจนถึงเดือนมกราคม 2555 รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท โดยเฉพาะแจกรถยนต์รวม 3 คัน และแจกรถจักรยานยนต์ทุกดือน เพียงลูกค้าซื้อสินค้าครบ 300 บาทก็จะได้คูปองชิงโชค 1 ใบ ณ จุดขาย แถมปีนี้บริษัทยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากกรมส่งเสริมการส่งออกมาครอบครองด้วย

        "เอกชัย ยังวานิช" รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เสถียรสเตนเลสสตีล จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่พิเศษของ "หัวม้าลาย" จึงออกแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้าตั้งแต่กลางปียาวไปถึงต้นปีหน้า ซึ่งมีกระแสตอบรับเข้ามาจนสินค้าขายดีผลิตแทบไม่ทัน ยิ่งปัจจุบันลูกค้าเดินมาเลือกซื้อสินค้าในช็อปมากขึ้น โดยเฉพาะที่สำนักงานถนนศรีนครินทร์ ดังนั้น ในปีหน้าได้วางแผนขยายพื้นที่วางสินค้าให้ใหญ่ขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่ใกล้กัน ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ก็น่าจะทำให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น       

        "ช่องทางจำหน่ายปัจจุบันทั้งในโมเดิร์นเทรดและห้างสรรพสินค้า อาจมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่วางสินค้า เช่น หม้อก๋วยเตี๋ยว หม้อชงกาแฟ คงวางไม่ได้ทุกรุ่น เราจึงเน้นขยายช็อปของตัวเองให้มากขึ้นทุกปี ปีละ 5-10 สาขา ในชื่อ ซีบร้า ช็อป จากที่มีทั้งสิ้น 47 ช็อปทั่วประเทศ"       

        นอกจากนั้น เพื่อเป็นการคืนกำไรสู่สังคมในปีนี้ บริษัทจึงมีนโยบายมอบหม้อก๋วยเตี๋ยวให้โรงเรียนทั่วประเทศรวม 450 โรงเรียน เพื่อนำไปใช้ประกอบอาหารให้เด็กๆ รับประทานอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งหม้อก๋วยเตี๋ยวตราหัวม้าลายถือว่าได้รับความนิยมและเป็นสินค้าดาวรุ่งที่สุด มียอดสั่งซื้อเข้ามามากกว่ายอดผลิตที่ผลิตได้เดือนละ 5-6 พันใบ ทำให้อาจต้องส่งมอบล่าช้าไปบ้าง

        "การที่หัวม้าลายครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง เพราะให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตสินค้าและเลือกสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพแม้ราคาจะไม่ถูกเหมือนสินค้าที่มาจากจีน แต่มั่นใจว่าใช้งานได้นานคุ้มค่าคุ้มราคา อย่างช้อนใช้ได้นานนับ 20 ปีไม่สึกหรอ ไม่เป็นสนิม ยกเว้นว่าหายจึงจะซื้อใหม่กัน เราจะยังเน้นสร้างแบรนด์และรักษาคุณภาพต่อเนื่องในอนาคต"

        สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า เครื่องครัวตราหัวม้าลายได้รับการยอมรับทั้งจากผู้บริโภคและหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คือการที่บริษัทได้รับรางวัลต่างๆ มากมายจนนับไม่ถ้วน นายเอกชัย ยอมรับว่า รางวัลที่ภาคภูมิใจที่สุดเห็นจะเป็นรางวัลที่เพิ่งได้รับในปีนี้ นั่นคือรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น หรือ Prime Minister’s Export Award 2011 : PM Export Award 2011 ซึ่งคัดเลือกจากบริษัทที่ใช้ตราสินค้าของไทยส่งออกและเคยได้รับรางวัลก่อนหน้านี้ โดยบริษัทได้รับมา 3 ปี คือปี  2545, 2547 และ 2551 มาในปีนี้ทางกรมส่งเสริมการส่งออกได้นำทุกบริษัทที่เคยได้รับรางวัลมาคัดเลือกให้เป็นเบสท์ ออฟ เดอะ เบสท์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของกรม  

        ทายาทรุ่นที่ 2 ของหัวม้าลาย ยอมรับว่า แม้จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่การบริหารงานจะเป็นกึ่งครอบครัวกึ่งโมเดิร์น และเน้นบรรยากาศเป็นกันเอง ลูกน้องสามารถเดินเข้ามาขอคำปรึกษาได้ ผู้บริหารต้องลงไปทำด้วยไม่ได้นั่งสั่งการอย่างเดียว เพราะที่ออฟฟิศจะมีพนักงานน้อยกว่าที่โรงงานที่มีประมาณ 700 คน โดยส่วนตัวยึดแนวทางการทำงานคือ ต้องตั้งเป้าหมายไว้แล้วพยายามเดินไปให้ถึง ซึ่งยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายไปไกลขนาดที่ว่าจะให้หัวม้าลายเป็นที่รู้จักของตลาดทั่วโลก ขอแค่ให้เป็นที่รู้จักในอาเซียนก็พอแล้ว เพราะเมื่อรวมตลาดอาเซียนจะมีประชากรมากกว่า 6 พันล้านคนแล้ว
 สำหรับแนวทางการทำธุรกิจนั้น ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่โรงงานผลิตสินค้าไม่ค่อยทันกับคำสั่งซื้อ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ แม้จะมีการลงทุนขยายโรงงานที่ จ.ระยอง และเริ่มนำเข้าเครื่องจักรมาช่วยเพิ่มการผลิตแล้วก็ตาม ดังนั้น ปีหน้าเตรียมจะสั่งเครื่องจักรเข้ามาเพิ่ม และที่สำคัญจากปัญหาแรงงานขาดแคลน ทำให้บริษัทหันไปใช้หุ่นยนต์ทำงานแทน ซึ่งที่ผ่านมาทดลองนำเข้ามาใช้ 5-6 ตัวพบว่าทำงานได้ดี 

        "ปีหน้าวางแผนจะนำหุ่นยนต์มาช่วยทำงานอีก 50-60 ตัว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องหาคนงานไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้รับสมัครคนงาน 100 คนก็ได้มาแค่ 50 คน เข้าใจว่าโรงงานอื่นๆ ก็คงขาดแคลนแรงงานเหมือนกัน เสียแต่ว่าต้นทุนค่อนข้างแพง หุ่นยนต์ตัวหนึ่งราคาตัวละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาลด้วย" 

        อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการดูแลพนักงานนั้น มีการดูแลอย่างเท่าเทียมอยู่แล้ว หากปรับส่วนของพนักงานระดับล่างก็ต้องปรับให้ระดับอื่นๆ ด้วย โดยขณะนี้ส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำประมาณวันละ 198 บาท รวมโอทีสวัสดิการต่างๆ ก็ราว 200 กว่าบาท ซึ่งการปรับเพิ่มค่าจ้างขึ้นเป็น 300 บาท หรือประมาณ 30% อาจทำให้ต้นทุนของบริษัทเพิ่มมากขึ้น แต่ค่าจ้างคิดเป็นต้นทุนในการผลิตเพียง 10% ถือว่าไม่สูงมากนัก

        สุดท้ายผู้บริหารเครื่องครัวตราหัวม้าลายยืนยันว่า ในภาวะค่าครองชีพสูงก็จะพยายามตรึงราคาสินค้าไว้ให้นานที่สุด หลังจากที่เพิ่งปรับราคาขึ้นประมาณ 5% เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพราะปรับราคาแต่ละครั้งก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ