
'ยิ่งลักษณ์'แจงบ้านหลังแรกไม่เอื้อใคร
'ยิ่งลักษณ์' แจงบ้านหลังแรกไม่เอื้อใครคนใดคนหนึ่ง ยันผู้ซื้อบ้านได้ประโยชน์ไม่ใช่ผู้ประกอบการ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการคืนภาษีบ้านหลังแรกแล้ว ทั้งนี้ต้องชี้แจงว่าการประชุม ครม.ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอกรอบโครงของโครงการบ้านหลังแรก แต่ ครม.ได้ให้ไปศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ประชุมครม.วันนี้จึงมาหารือรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องวิธีการหักภาษี ซึ่งเป็นแค่เพียงการปรับรายละเอียดในทางปฏิบัติเท่านั้น
“เพราะของเดิมเรียกว่าเป็นการลดหย่อนภาษี แต่ของใหม่ ไม่ต้องนำไปลดหย่อน แต่หักได้โดยตรงจากเงินที่ต้องเสียภาษีเลย เป็นการหักหลังจากที่คำนวณภาษีเสร็จแล้วในช่องสุดท้าย ซึ่งมีสิทธิใช้สิทธิได้ 5 ปี โดยทางอธิบดีกรมสรรพากรจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่ามาตรการนี้เหมือนกับว่าเป็นการช่วยคนมีรายได้สูงมากขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ มาตรการนี้ช่วยทุกกลุ่ม เราต้องการช่วยให้ผู้ที่เริ่มจะมีบ้านหลังแรก ตั้งแต่ 5 ล้านลงไป เพื่อลดภาระด้านภาษี แต่สำหรับคนที่ทางบ้านมีเงิน แต่ต้องการตั้งตัวได้เราก็มีกองทุนตั้งตัวได้ หรือการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งเป็นการช่วยฐานราก แต่สำหรับผู้ที่เริ่มจะตั้งตัว และอยากมีบ้านหลังแรก
“ยืนยันว่า ครม.ไม่ได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ เรายืนหลักการเหมือนเดิม เพียงแต่ให้มีความรอบคอบขึ้นในรายละเอียดการปฏิบัติ และสามารถชี้แจงประชาชนให้ชัดขึ้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเตรียมที่จะยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ในมาตรการคืนภาษีบ้านหลังแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องกราบเรียนไปยังประชาชนว่า นโยบายบ้านหลังแรกนั้น เป็นนโยบายที่ต้องการให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่ซื้อบ้านจริงๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ และตนเองก็ไม่เคยมองว่าจะต้องให้ประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าไปดูในรายละเอียดจะเห็นว่ามีความเสมอภาคเท่าเทียมอยู่แล้ว ไม่มีการเอื้อให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และมาตรการนี้ถือเป็นมาตรการที่เราให้ประโยชน์โดยตรง เพราะผู้ซื้อได้รับภาษีไม่ใช่ผู้ขาย
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีบ้านเป็นของตนเองเพิ่มเติมในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยจะเป็นการปล่อยกู้โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ให้กับผู้มีรายได้ระดับกลางและต่ำลงมา มูลค่าบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี แต่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ขอดูรายละเอียดเรื่องงบประมาณเพิ่มเติมก่อน เพราะจะมีส่วนที่รัฐบาลต้องชดเชยให้กับธอส.ด้วย จึงให้นำเรื่องกลับมาพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม
“ที่ครม.เห็นด้วยคือ บ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท และงดคิดดอกเบี้ยนาน 3 ปี ซึ่งรัฐบาลจะต้องชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ 3 ใน 4 ของดอกเบี้ยทั้งหมด หรือประมาณ 300 ล้านบาท ดังนั้นหากจะขยายเพิ่มเป็น 2 ล้านบาทด้วยก็ต้องมาดูในรายละเอียดว่า จะกระทบต่องบประมาณที่ต้องชดเชยมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะเสนอกลับไปยังครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า”นายวิรุฬกล่าว
สำหรับมาตรการของรัฐบาลที่ผ่านมติครม.ไปแล้วในเรื่องหักสิทธิลดหย่อนภาษีได้ 10% ของมูลค่าบ้านไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่ประชุมครม.ได้อนุมัติรายละเอียดที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สิทธิประโยชน์กับผู้ซื้อบ้านได้มากที่สุด แต่รายละเอียดต้องถามนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังที่รับผิดชอบรวมถึงกรมสรรพากรด้วย
สำหรับการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการ นายวิรุฬกล่าวว่า จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในวันที่ 28 กันยายนนี้ในรายละเอียด เพื่อให้สรุปและนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ได้ในสัปดาห์ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันวันที่ 1 เมษายน 2555 หลังจากที่ระดับปริญญาจะมีรายได้รวมขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เพื่อให้เกิดความเท่าเทียวกัน แต่รายละเอียดจะต้องรอข้อสรุปจากก.พ.ก่อน
ลั่นไม่ลดเป้าจีดีพีเชื่อนโยบายรัฐหนุนศก.แกร่ง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ครม.ได้หารือถึงข้อกังวลใจเรื่องความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกค่อนข้างมาก แม้จะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดต่างๆ ซึ่งทำให้รัฐบาลมีนโยบายเน้นเรื่องการสร้างรายได้ครัวเรือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลทบทวนนโยบายประชานิยม เพื่อลำดับความสำคัญใหม่นั้น ตนก็ขอรับฟัง แต่นโยบายของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนั้น
"เราเชื่อมั่นว่าหากการแก้ปัญหาของยุโรปดีขึ้นก็จะส่งผลต่อไทยดีขึ้นด้วย ก็หวังว่าตรงนี้น่าจะใช้เวลาไม่นาน ฉะนั้นเราจะมีการหารือพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้น จึงยังไม่จำเป็นต้องปรับเป้าหมายจีดีพี และขณะนี้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ติดตามข่าวสารอยู่ แต่ภาพรวมคิดว่ายังพอรับมือกับสถานการณ์นี้ได้



