ข่าว

'สงกานต์'จี้ดำเนินคดี'พระเกษม'

'สงกานต์'จี้ดำเนินคดี'พระเกษม'

27 ก.ย. 2554

ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เข้าร้องตร.ให้ดำเนินคดีพระเกษม เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก จ.เพชรบูรณ์ ขณะกระทำการด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

          27 ก.ย.54 เวลา 13.30 น. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ อายุ 42 ปี ประธานเครือข่ายรวมพลังต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทางเฟซบุ๊ค เข้าพบ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับพระเกษม อาจิณณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

          โดยทำคำกล่าวโทษ และนำแผ่นซีดีบันทึกคลิปวีดีโอภาพและเสียงของพระเกษม ขณะกระทำการด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหตุเกิดที่สำนักสงฆ์ดังกล่าว และมีการนำมาโพสไว้ในเว็บไซต์ยูทูป ความยาว 24 นาที มามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน

          นายสงกานต์ กล่าวว่า การเข้าร้องทุกข์ครั้งนี้สืบเนื่องจากได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพระเกษม กับพวก ได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกันอย่างต่อเนื่อง โดยพบคำพูดและการแสดงกิริยาที่ไม่สำรวม นอกจากนี้ยังมีการนำภาพออกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต สร้งความเสียหายต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างมาก ตนจึงต้องเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป.เนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นมีการกระทำผิดตามกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน มีความสลับซับซ้อนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ซึ่งเกินกว่าที่พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุจะสืบสวนสอบสวนได้ตามปกติ

          นายสงกานต์ กล่าวต่อว่า ตนได้อาราธนาพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี มาให้ถ้อยคำเป็นพยานในประเด็นที่เกี่ยวกับการประพฤติปฎิบัติตามหลักพระธรรมวินัย เพื่อประกอบการสอบสวนดำเนินคดีด้วย ซึ่งทางพระพยอม ยินดีจะเป็นพยานทั้งในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ และในชั้นศาล อย่างไรก็ดี ในการเข้าร้องทุกข์ครั้งนี้ตนถือว่าได้ทำหน้าที่แทนพุทธศาสนิกชน และในฐานะที่เป็นทนายความ หากกรณีนี้ดำเนินคดีกับพระเกษม กับพวกไม่ได้ ตนก็จะพิจารณาตัวเองโดยหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่งที่ได้รับมา

          ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้วในเบื้องต้น โดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป.เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบเนื้อหาในแผ่นซีดีที่บันทึกคลิปภาพและเสียงของพระเกษม ว่าเป็นการกระทำความผิดในข้อกฎหมายตามที่มีผู้กล่าวโทษหรือไม่ รวมทั้งเชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ถ้อยคำ ก่อนจะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ในคดี และหากพบว่าเป็นความผิดอาญา ก็จะพิจารณาให้พระเกษม เข้าให้ปากคำต่อไป

          ทั้งนี้ สำหรับเนื้อหาในคำกล่าวโทษแยกเป็นประเด็นต่างๆ โดยสรุปดังนี้ 1.พระเกษม ได้กระทำการด้วยประการใดๆ แก่พระพุทธรูป หรือวัตถุอันเป็นที่เคารพทางพุทธศาสนาของหมู่พุทธศาสนิกชน อันเป็นการเหยียดหยาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206

          2.ได้ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของทางราชการ หรือที่ดินป่าสงวนแห่งชาติสร้างสำนักสงฆ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 การยักย้ายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 363 โดยการกระทำผิด 2 กรณีข้างต้นถือว่าต้องอาบัติปราชิกตามพระธรรมวินัยและเมื่อต้องอาบัติจึงถือว่าพระเกษม ได้บังอาจแต่งกายเป็นภิกษุหรือนักบวชในศาสนาพุทธโดยมิชอบเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208

          3.ได้กระทำความผิดต่อพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางปกครองคณะสงฆ์ โดยขัดคำสั่งเจ้าคณะปกครอง และใส่ความเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต หรือคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย แตกแยก เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 มาตรา 44 ตรี และ

          4.ได้กระทำความผิดโดยการร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จในการเผยแพร่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยนจากความจริงในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) , (5) มาตรา 15 และมาตรา 20

 

ส่งให้เจ้าคณะภาค8ธรรมยุตสึกพระเกษม

          นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)​ กล่าวว่า หลังจากการหารือแนวทางในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวกับนพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และพระพรหมเมธี เจ้าคณะภาค 4-5-6-7 ธรรมยุต ที่วันสัมพันธวงศ์  

          เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นั้น การดำเนินการขั้นต่อไปคือทางพระพรหมเมธี จะแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุต เพื่อให้สรุปมูลความผิดเกี่ยวกับพระเกษมทั้งหมด เพื่อส่งเรื่องไปยังพระธรรมเจติยาจารย์ วัดพระศรีมหาธาตุ เจ้าคณะภาค 8 ธรรมยุต ที่ดูแลพื้นที่จ.อุดรธานี ก่อนที่จะมีการแจ้งไปยังพระราชวราลังการ เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายธรรมยุต เพื่อดำเนินการต่อไป

          เนื่องจากขณะนี้พระเกษมถือว่าเป็นพระสงฆ์ไร้สังกัด สามารถดำเนินการสึกได้ แต่เนื่องจากพระเกษมบวชที่จ.อุดรธานี การจะสึกนั้นจะต้องให้พระอุปัชฌาย์ของพระเกษมเป็นผู้สึก แต่พระอุปัชฌาย์ของพระเกษมมรณภาพไปแล้ว จึงต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองระดับเจ้าคณะตำบลที่พระเกษมบวชเป็นผู้ทำการสึกแทน ดังนั้นจึงจะต้องแจ้งเรื่องไปยังเจ้าคณะภาค 8 และเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีฝ่ายธรรมยุตก่อน เพื่อจะพิจารณาสั่งการต่อไป

          ด้านพระราชวราลังการ เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายธรรมยุต กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าว แต่ทราบมาว่าจะมีการแจ้งเรื่องให้เจ้าคณะภาค 8 ก่อน ซึ่งในวันที่ 28 ก.ย.นี้ทางเจ้าคณะภาค 8 จะเดินทางมาฉันภัตาหารเพลที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจต่อที่จ.มหาสารคาม ซึ่งจะมีการนำเรื่องพระเกษม เข้าหารือด้วย