
ทำไม'อาหารเจ'ส่งผลบุญทั่วหน้า
เล่าสู่กันฟัง : ทำไม'อาหารเจ'ส่งผลบุญทั่วหน้า โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าข้างทาง ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงห้างร้านสรรพสินค้า ต่างก็นำอาหารเจในรูปแบบต่างๆ ออกมาวางขายกันอย่างคึกคัก ทำให้คนหาอาหารเจกินง่ายขึ้น แถมยังมีหลากหลายเมนูให้เลือกสรร นอกจากนี้ อาหารเจยังตอบรับกับกระแสความใส่ใจเรื่องสุขภาพที่นับวันจะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงขอเกาะติดกระแสเทศกาลกินเจ นำเรื่องราวเกี่ยวกับการกินเจมา “เล่าสู่กันฟัง” ในฉบับนี้
“เทศกาลกินเจ” หรือบางแห่งเรียกว่า “ประเพณีถือศีลกินผัก” เป็นประเพณีที่ชาวจีนสืบทอดต่อกันมาช้านาน โดยมีช่วงเวลาระหว่าง 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 นับตามปฏิทินจีน ซึ่งจะตรงกับเดือนตุลาคมของไทย
คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพุทธศาสนา นิกายมหายาน มีความหมายเดียวกับคำว่า “อุโบสถ" ดังนั้น การกินเจคือ การกินอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 ไม่กินอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธนิกายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนำไปรวมกับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ คนกินเจจึงมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย
เท่าที่ลองสอบถามท่านที่กินเจหลายๆ ท่านก็พบว่า มีจุดเริ่มต้นแตกต่างกันไป แต่ก็พอจะสรุปได้ 2-3 เหตุผลหลักๆ อย่างแรกคือ กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล เหตุผลถัดมาคือ กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสัตว์ต่างๆ ผู้มีจิตเมตตาต่อสัตว์ จึงอยากงดการกินเนื้อของสัตว์แม้ในช่วงเวลาไม่กี่วันของปีก็ยังดี
เหตุผลที่สามคือ กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม ดังนั้น จึงตัดสินใจหยุดกินเพื่อหยุดฆ่าด้วยการหันมารับประทานอาหารเจ
ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามประเพณี จะต้องปฏิบัติตน 6 เรื่อง คือ 1.งดเว้นการกินเนื้อสัตว์ รวมทั้งน้ำนมและน้ำมันที่มาจากสัตว์ เพื่อหยุดการเบียดเบียนสัตว์ในทุกกรณี 2.รักษาศีลห้าและรักษาพรหมจรรย์ 3.ทำบุญทำทาน 4.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ 5.แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายสีขาว 6.งดเว้นผักที่ให้กลิ่นแรง เช่น ผักชี กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย เพราะถือว่าเป็นสิ่งกระตุ้นอารมณ์
ว่ากันว่า การกินเจมีประโยชน์ต่อตัวผู้ที่กินมากมายก็คือ เกิดความสงบ สุขุม เยือกเย็น อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่โมโหง่าย, มีสติมั่งคง มีสมาธิแน่วแน่ ไม่ประมาทเลินเล่อ, ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะกากใยในพืชผักช่วยระบบการย่อยและระบบขับถ่าย ทำให้ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ รวมถึงโรคที่เกิดจากระบบขับถ่ายผิดปกติต่างๆ เช่น โรคริดสีดวงทวาร ฯลฯ, หากกินเป็นประจำ จะช่วยฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาด เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะเสื่อมช้าลง ทำให้ผิวพรรณผ่องใส มีอายุยืนยาว สายตาดี แววตาสดใส ร่างกายแข็งแรง มีความต้านทานโรค ดังนั้น การกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดี
การกินเจ นอกจากผู้กินจะได้บุญ และมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงอย่างที่เล่ามาแล้ว ผู้ที่อยู่ในกระบวนการของอาหารเจก็พลอยได้รับอานิสงส์กันทั่วหน้า เริ่มตั้งแต่เกษตรกรก็สามารถขายผักได้ราคาสูง โดยเฉพาะปีนี้ที่ผักขาดตลาดเพราะน้ำท่วมแปลงผักเสียหายไปเยอะ รถบรรทุกผักก็มีงานให้วิ่งรอกกันคึกคัก แม่ค้าและร้านค้าอาหารเจทุกระดับก็มีรายได้สะพัด ส่งผลให้เด็กในร้านมีงานทำ ไม่ต้องกลับไปตกงานอยู่ต่างจังหวัด อาหารเจจึงส่งผลบุญทั่วหน้าด้วยประการฉะนี้



