
ชาวนาวอนรบ.นำ'ประกันรายได้'มาใช้
'เครือข่ายชาวนา'วอน'รบ.' นำ 'โครงการประกันรายได้' มาใช้ โวย 'โรงสี' กักข้าวโก่ง 'ราคาจำนำ' ขู่ ไม่มีคำตอบชัดเจนมาเยอะกว่านี้แน่ ด้าน 'รองเลขาฯนายกฯ' ลั่น ไม่สานต่อ 'นโยบาย รบ.เดิม' ซัด 'รบ.มาร์ค' ใช้ 'งบฯ' เปลืองทำให้ไม่พอช่วยเหลือ 'เกษตร'
27 ก.ย.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีตัวแทนผู้ประสานงานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด นำโดย นายสมคิด บุษดี และนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดำเนินการดังนี้ 1.สานต่อโครงการประกันรายได้ให้ต่อเนื่อง เนื่องจากข้าวนาปี ระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ย.54 ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้วสิ้นสุดโครงการในวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา
ขณะที่ รัฐบาลชุดปัจจุบัน มีการประกาศโครงการรับจำนำข้าว ในวันที่ 7 ต.ค.54 ส่งผลให้ชาวนาจำนวนมากสูญเสียประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการจำนำรายได้ ในช่วง เดือน พ.ค.-ก.ย.54 เนื่องจากชาวนา ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปหมดแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมเสียหายไมมีข้าวจำนำ
2.กรณีนาข้าวเสียหายจากเพลี้ยกระโดดในพื้นที่ จ.พิจิตร ซึ่งเรื่องได้ผ่านคณะกรรมการจังหวัด และได้มีการส่งให้ ครม.อนุมัติงบประมาณแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบ จึงเรียกร้องให้ ครม.เร่งอนุมัติงบประมาณโดยด่วน และ 3.รัฐบาลได้ประกาศโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 7 ต.ค.แต่ชาวนาไม่มีข้าวไปจำนำ เพราะข้าวอยู่ในมือพ่อค้าโรงสีหมดแล้ว จึงทำให้เกิดความสงสัยว่าใครได้ประโยชน์จากโครงการนี้ เนื่องจากมีพ่อค้าโรงสีใหญ่ซื้อข้าวเปลือกกักตุนไว้ แห่งละหลายหมื่นตัน โดยราคาที่ชาวนาเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เดือน ก.ย.54 ราคาตั้งแต่ 5,000-8,000 บาท เท่านั้น แต่พ่อค้าโรงสีนำไปจำนำกับรัฐบาลในราคา 15,000 บาท ซึ่งชาวนาไม่มีส่วนได้เสียแม้แต่น้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตณะ รองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง ได้เป็นตัวแทน นายกรัฐมนตรี มารับหนังสือจากเครือข่ายฯ ที่ห้องรับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมระบุว่า ขอให้ชาวนายอมรับว่า รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการประกันรายได้เป็นให้มีการรับจำนำข้าวแล้ว ซึ่งหากไม่มีการทุจริตจะทำให้ราคาจำนำข้าวสูงขึ้น
ทั้งนี้ ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องตรวจสอบว่าราคาเป็นอย่างไร โดยถ้ามีการเสียหายรัฐจะมีการพิจารณาช่วยเหลือ แต่จะให้นำนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วมาสานต่อคงไม่ได้ เพราะนโยบายไม่เหมือนกัน แต่ตนยินดีรับเรื่องไว้เสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป
“รัฐบาลชุดที่แล้วใช้เงินงบประมาณไป 4.5 หมื่นล้าน ทำให้รัฐบาลชุดนี้ ไม่มีเงินพอไปช่วยเหลือชาวนา เพราะยังมีเม็ดเงินที่ค้างอยู่ไม่มาก ดังนั้นคงต้องรอเงินงบประมาณ ปี 55 ที่จะสามารถเบิกจ่ายได้ในเดือนต.ค.ซึ่งในตอนนี้รัฐพยายามแคะเงิน จากส่วนอื่นมาเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ประสบความเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัย ทั้งนี้รัฐบาลชุดที่แล้วมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ที่ผลผลิตเสียหาย อาทิ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ยังเหลืออีกจำนวน 30,000 รายที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลต้องแบกรับภาระจากรัฐบาลชุดที่แล้วอีกหลายเรื่อง ทั้งที่ความจริงส่วนใหญ่ถ้ารัฐบาลชุดก่อนๆหมดวาระ ก็จะเหลืองบประมาณทิ้งไว้ให้ 2-3 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ใช้งบไปเกือบหมด” นพ.ประสิทธิ์ กล่าว
ด้านตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาข้อเรียกร้อง เพราะเครือข่ายฯ ต้องการเงินประกันรายได้ เนื่องจากไม่มีผลผลิต ถ้าจะใช้ชื่ออื่นที่ไม่ใช่การประกัน ก็ไม่ว่าแต่ขอให้ช่วยเหลือเพราะชาวนาเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งความจริงรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ก็เป็นคนเดียวกันกับรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ไม่มีความชัดเจน บอกว่าจะรับไว้ให้นายกรัฐมนตรีดูก่อน
นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้งบฯปกติไม่เหลือแม้แต่สลึงเดียว เมื่อตนรับหนังสือจากเครือข่ายฯก็จะนำข้อร้องเรียนหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้าครม.
ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็เคยมายื่นหนังสือครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทั้งที่บอกว่า 7 วัน ให้มารับคำตอบ นพ.ประสิทธิ์ ย้อนถามว่า ไปยื่นกับใคร ที่ไหน ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า ยื่นกับนายเจริญ จันทร์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฏร นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นต้องไปถามนายเจริญว่าคืบหน้าไปถึงไหน
ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวต่อว่า อยากฝากไปบอกนายกรัฐมนตรีให้สงสารชาวนาทั่วประเทศด้วย เพราะไม่ได้เดือดร้อนร้อนเฉพาะ 5 จังหวัด จึงอยากจะขอความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายฯ จะรอขอคำตอบจากรัฐบาล หากไม่ได้รับคำตอบจะนำชาวนา 5 จังหวัด มาฟังคำตอบที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง หรือไม่ก็จะนำชาวนาจากทั่วประเทศ มาทวงถามคำตอบจากข้อเรียกร้อง ซึ่งจะมีจำนวนมากกว่าที่มาวันนี้อย่างแน่นอน
เครือข่ายชาวนาภาคเหนือตอนล่างร้อง ปชป.ช่วยจี้รัฐบาลจ่ายเงินประกันรายได้
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเครือข่ายชาวนาภาคเหนือตอนล่าง 5 จังหวัด และคณะ นำโดย นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ มาพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือเรื่องโครงการประกันรายได้และภัยพิบัติจากน้ำท่วม หลังจากที่ผ่านมาได้เคยยื่นเรื่องถามเรื่องเงินประกันรายได้ข้าวนาปี ระหว่างเดือนพ.ค. 2554 ไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร จึงมายื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เพื่อให้ติดตามเร่งรัดเงินงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหาย
นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางเครือข่ายได้ยื่นเรื่องให้รัฐบาลช่วยเหลือจ่ายเงินในส่วนต่างประกันรายได้ประกัน วันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับความชัดเจนในประเด็นการจ่ายค่าชดเชยช่วงรอยต่อของโครงการประกันรายได้กับจำนำข้าว ซึ่งได้รับความเดือดร้อนแต่กลับไม่ได้รับความชดเชย ทั้งที่ประเมินรวมเงินค่าชดเชยที่ชาวนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร และ นครสวรรค์ จะต้องได้รับค่าชดเชยสูงถึง 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่มีความคืบหน้าเครือข่ายจะนำชาวนาจากทั่วประเทศเข้ากรุงเทพฯ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า ทางรัฐบาลคงต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไร เท่าที่ติดตามทราบว่าขณะนี้รัฐบาลยังแบ่งรับแบ่งสู้ ซึ่งคงยังไม่จ่ายเงินส่วนต่าง และถึงรัฐบาลจะช่วยก็คงจะใช้ชื่ออื่น ซึ่งเราไม่ติดใจอะไรแต่ขอให้ชาวบ้านได้ก็พอ ทั้งนี้ เรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกรน่าจะเข้าที่ประชุมครม.วันนี้ เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่าทำอย่างไร ก็ขอให้มีคำตอบ ขณะที่ในวันพฤหัสนี้จะได้มีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องนี้ในการประชุมรัฐสภาด้วย
บางระกำสุดช้ำร้องโดนรีดหักหัวคิวเงินชดเชยข้าว
นายวิรัตน์ แดงซิว อายุ 50 ปี ชาวบ้าน หมู่ 5 ต.บางระกำ อ.บางระกำ พร้อมด้วย ชาวบ้าน หมู่ 6 ตำบลบางระกำ หมู่ 15 ตำบลบางระกำ และหมู่ 5 และ หมู่ 10 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จำนวน 10 ราย ได้เดินทางเข้าพบนายธงชัย ทุ่งโพธิ์ทอง นายอำเภอบางระกำ เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในกรณีที่ผู้นำท้องถิ่นเรียกเก็บเงินค่าชดเชยน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านรายละ 4,000-30,000 บาท แต่เนื่องจากนายอำเภอบางระกำติดภารกิจจึงได้มอบหมายให้นายวิรัตน์ หมกทอง ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว
นายวิรัตน์ แกนนำผู้ที่นำหนังสือร้องเรียนมามอบให้นายอำเภอบางระกำ กล่าวว่า ตนเองพร้อมชาวบ้านที่ได้ความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ซ้ำร้ายยังถูกผู้นำชุมชนมาเรียกเก็บเงินค่าชดเชยน้ำท่วมอีก ตนอยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไปไปตรวจสอบพฤติกรรมของนายสมศักดิ์ ถิ่นวงศ์แย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ต.บางระกำ นายแจ้ง ชูวงศ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 15 ต.บางระกำ และนายชวลิต ยังเจริญ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ต.ชุมแสงสงคราม โดยพฤติกรรมมีการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม กรณีที่ชาวบ้านเป็นเกษตรถูกน้ำท่วมนาข้าวเสียหาย โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 2,222 บาท โดยพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้านทั้ง 3 คน มีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินจากชาวบ้านรายละ 4,000- 30,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำเงินดังกล่าวไปให้กับเกษตรอำเภอ และเกษตรตำบล
วันเดียวกันที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลางกลางจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มชาวบ้านประมาณ 5 คนจาก ต.บางระกำ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ เดินทางต่อมาร้องขอความเป็นธรรมในกรณีถูกหักค่าหัวคิวเป็นเงินสด ซึ่งจะต้องจ่ายให้ผู้นำชุมชน คือ ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
นายเชาว์ พันเปี่ยม ชาวนาวัย 43 ปี บ้านเลขที่ 10/9 หมู่ 5 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ให้ถ้อยคำกับศูนย์ดำรงธรรมว่า ตนและชาวบ้านอีกหลายคน ได้จ่ายเงินให้กับ นายกานต์ ตำแหน่งผู้ชวยผู้ใหญบ้าน โดยมีผู้ช่วยอ้อตรับทราบว่า ตนได้รับแจ้งจากผู้ช่วยว่า เงินค่าน้ำท่วมไร่ละ 2 พันบาทโอนเข้าบัญชีธกส.แล้ว ตนจึงเบิกเงินสดมา 47,000 บาท และจ่ายเงินให้กับผู้ช่วยไป 4,400 บาท หรือ จำนวน 2 ไร่ เพราะผู้ช่วยโทรศัพท์เช็คเป็นรายตัวให้นำเงินมาจ่าย โดยอ้างว่า จ่ายให้กับจังหวัด ทำให้ตนก็ต้องจ่ายไป ทั้งๆที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านก็หักค่าหัวคิวแจ้งที่นาน้ำท่วมไปแล้ว เพราะตนปลูกข้าวไว้ 46ไร่ หักเหลือ 22 ไร่ ยืนยันว่า ไร่นาของตนถูกน้ำท่วมทั้งหมด แต่บังเอิญไม่ใช่พวกของผู้ใหญ่ จึงถูกตัดไปเหลือครึ่งเดียว เงินชดเชยที่ได้รับก็แค่ 22 ไร่ วันนี้ทนไม่ได้ เพราะยังมีเพื่อนบ้านยังไม่ได้จ่ายมาร้องขอความเป็นธรรม
นายเชษฐ ชาวนาหมู่ 10 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ตนก็ปลูกข้าวไว้43 ไร่ ถูกน้ำท่วมทั้งหมด แต่พอไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านหลับถูกหักเหลือ 25 ไร่ ทำให้ได้รับน้อยกว่าความเป็นจริง แต่ตนยังไม่ได้จ่ายเงินสดที่ผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บคนละ 2 ไร่ หรือ 4,400 บาทถ้วน แม้กระทั่งได้ต่อรองลดเหลือเงิน 4 พันบาท เขาก็ไม่ให้ เขาอ้างว่า จ่ายเป็นค่าดำเนินการที่คนปลูกข้าว เมื่อทุกคนได้รับเงินชดเชยจากธกส.แล้ว ทันทีที่เงินโอนเข้าบัญชีในแต่ละคน จะมีคนโทรศัพท์ไปทวง
นางสุมาลี กลิ่นจันทน์ ชาวนาชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง ต.ชุมแสงสงคราม ต.บางระกำ ต.คุยม่วง อ.บางระกำ ถูกหักค่าหัวคิดรายละ 2 ไร่ทุกคน เพียงแต่ไม่มีใครกล้าแสดงตัว เพราะทุกคนกลัวกันหมด ไม่ให้ข้อมูลความเป็นจริง หากลองไปถามผู้ใหญ่บ้านจริงๆ เขาก็ไม่ตอบ แต่เขารับเงินจากลูกบ้าน เพราะทุกครั้งทุกสมัย ผู้ใหญ่บ้านก็เก็บค่าหัวคิวคนละ 1 ไร่เป็นประจำ แต่มาครั้งนี้ เหมือนถูกซ้ำเติม เพราะน้ำท่วมหนักกว่าทุกปี ก็ยังดีหน่อยถ้าใครปลูกข้าวไม่ถึง 10 ไร่ ก็ไม่ต้องจ่ายค่าหัวคิว มาร้องวันนี้ก็เพื่อให้ศูนย์ดำรงธรรมตรวจสอบว่า เงินที่จ่ายไปรายละ 4,400 บาทเข้าจังหวัดส่วนไหน
นางลัดดา เขียวแจ่ม พร้อมสามี เกษตรกรชาวนาไทย บ้านเลขที่ 48/1 หมู่ 5 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมบางระกำปีนี้ ได้รับความช่วยเหลือภาครัฐดี คือมีถุงยังชีพถึง 3 ครั้ง และเพิ่งได้รับเงินชดเชยค่านาข้าวเสียหายไร่ละ 2,220 บาท ซึ่งตนปลูกข้าวจำนวน 20 ไร่ แต่ต้องแจ้งกับเกษตรอำเภอบางระกำไว้เพียง 18 ไร่ ถูกหัก(ตั้งแต่ตนทางหรือบ้านผู้ใหญ่)ไว้จำนวน 2 ไร่ ชาวบ้านทุกคนโดดหักเหมือนกันหมด ยิ่งถ้าใครปลูกพื้นที่มากๆ ก็จะถูกหักมากกว่า 2 ไร่เสียอีก ตนเพิ่งเช็คยอดเงินธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.)เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 พบว่ามีเงินโอนเข้ามาในบัญชีจำนวน 39,900 บาท และจึงได้นำเงินไปซื้อเรือพลาสติกสีฟ้าลำละกว่า 4 พันบาท ส่วนการจ่ายเงินสดกับผู้นำชุมชนนั้นไม่ขอตอบดีกว่า
นายโกเมน ยังเจริญ ชาวบ้านหมู่ 5 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าววถึงกรณีเงินชดเชยค่าข้าวน้ำท่วมอีกว่า ตนถูกหักเกินกว่า 2 ไร่ เพราะตนปลูกข้าวจำนวน 37 ไร่ แต่ถูกหักจนเหลือ 28 ไร่ ทางผู้ใหญ่บ้านและเกษตรตำบล บอกว่า เกษตรอำเภอหักในอัตราส่วน 10 ไร่ หัก 3 ไร่ เหลือแจ้งกับเกษตรตำบล 7 ไร่ ทำให้ตนเหลือที่ดินแจ้งปลูกข้าวน้ำท่วมเพียง 28 ไร่เท่านั้น ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ทราบว่า มีเงินโอนเข้าบัญชีธกส.เรียบร้อยแล้ว วันนี้ได้เงินมา ก็ซื้อน้ำมันดีเซล สูบน้ำออกเพื่อปลูกข้าวรอบใหม่ ส่วนที่ถูกหักค่าหัวคิวเป็นเงินสดหลังจากรับเงินธกส.แล้วนั้น ให้ไปถามผู้ใหญ่บ้านจะดีกว่า
นายชูชีพ วงศ์กันหา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า กรณีการแจ้งพื้นที่ค่าชดเชยน้ำท่วมข้าวนั้น ยืนยันว่า มีการหักออกจากพื้นที่ของลูกบ้านที่แจ้งไว้จริง ทั้งนี้ เกษตรตำบล เกษตรอำเภอระบุว่า ต้องแจ้งให้ต่ำ ลักษณะหัก” หัวไร่ปลายนา” เพื่อช่วยรัฐบาลเท่านั้น ยืนยันว่า จำนวนไร่ที่หักออกไปนั้น ก็ไม่ได้ไปไหน ผมก็ไม่ได้รับเกษตรตำบลก็ไม่ได้รับ เพราะรัฐบาลเขาโอนเข้าบัญชีธนาคารธกส.
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งราษฎรแจ้งไว้ จำเป็นต้องหักนั้น ในอัตราส่วน 30% ก็ยกตัวอย่าง นาย ก.มีพื้นที่ปลูกข้าว 40 ไร่ จะต้องหักออกเหลือไว้รับเงินชดเชยประมาณ 28 ไร่ ทั้งนี้นาข้าวชาวบ้านที่แจ้ง เป็นข้าวเพิ่งตั้งท้องออกรวง สีเขียว ยังไม่แก่พอเก็บเกี่ยว อีกทั้งข้าวในท้องนาก็ไม่เสียหายทั้งหมด เก็บเกี่ยวไปได้บ้าง ที่ผ่านมาชาวบ้านหมู่ 5 มีจำนวน160 คน มีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายที่แจ้งกับอำเภอบางระกำแล้ว 4,700 ไร่ ส่วนตัวเลขที่แจ้งให้กับเกษตรตำบล (เพื่อขอรับเงินชดเชย) จำนวน 3,300 ไร่



