ข่าว

เข้าซังเต!คุก33ปี2ตร.ทางหลวง

เข้าซังเต!คุก33ปี2ตร.ทางหลวง

27 ก.ย. 2554

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 3 ล้าน '2 ตำรวจทางหลวงใต้ 'มียาบ้า 3,000 เม็ดในครอบครอง ศาลลดโทษเหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน เหลือปรับคนละ 2 ล้าน

         27 ก.ย.54 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อย.3616/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ด.ต.พรชัย น้อยลัทธี , ด.ต.วิษณุ ถึงสุข และ ด.ต.ธนู ภู่ทอง ตำแหน่ง ผบ.หมู่งานตรวจการณ์ สทล.1 กก.7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง  ขณะเกิดเหตุปี 2553 เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย , เป็นข้าราชการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกระทำผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

         โดยโจทก์ ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.53 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 3,000  เม็ด น้ำหนัก 266.457 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 37.195 กรัม  ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งตามวันเวลาเกิดเหตุ  เจ้าพนักงาน ได้ร่วมกันจับกุมพวกจำเลยพร้อมยาบ้า จำนวนดังกล่าวเป็นของกลาง เหตุเกิดที่ ต.ปลายพระยา อ.พระยา  จ.กระบี่

         ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสาม กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1-2 จับกุมคนร้าย 3 คนได้พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 3,000 เม็ด แต่เมื่อคนร้ายทั้ง 3 ยินยอมนำเงิน 100,000 บาทไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1-2 จึงได้รับการปล่อยตัวไป แต่จำเลยที่ 1-2 ยึดยาบ้าของกลางไว้ จากนั้นจำเลยที่ 1-2 ได้ติดต่อกับคนร้ายทั้งสามว่าหากต้องการไถ่ของกลางคืนให้นำเงินมามอบให้อีกจำนวน 300,000 บาท ปรากฏว่าขณะนั้น คนร้ายทั้งสามถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช จับกุมไว้ฐานเสพยาเสพติด จึงทำการซ้อนแผนจับกุมพวกจำเลยได้ที่ ต.อ่าวลึก จ.กระบี่ ขณะจำเลยทั้งสามแต่งกายชุดตำรวจ ตั้งด่านอยู่ริมถนน

         ขณะที่ จำเลยที่ 1 อ้างว่า เงินที่ได้มา 100,000 บาท นั้น แบ่งกับจำเลยที่ 2 คนละ 40,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ 10,000 บาท ที่เหลืออีก 10,000 บาท แจกจ่ายให้แก่ผู้ให้การช่วยเหลือ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-2 มีความผิดฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครอง เนื่องจากไม่ปฏิบัติไปตามขั้นตอน ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำผิดอย่างไร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3

         ทั้งนี้ ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรค 3(2) และ ม.66 วรรค 3 เมื่อเป็นข้าราชการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องได้รับโทษเป็น 3 เท่าให้จำคุกจำเลยที่ 1-2 ไว้ตลอดชีวิต และปรับคนละ 3 ล้านบาท โดยทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง จึงเห็นสมควรให้ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-2 ไว้คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 2 ล้านบาท โดยให้ริบของกลาง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ 3 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ด้วย