ข่าว

หุ้นไทยป่วนต่างชาติดิ่งต่ำสุด90จุด

หุ้นไทยป่วนต่างชาติดิ่งต่ำสุด90จุด

27 ก.ย. 2554

ต่างชาติกระหน่ำขายหุ้นไทยดิ่งต่ำสุด 90 จุด ผวาวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ-หนี้ยุโรป ก่อนดีดขึ้นปลายตลาดลดลง 54 จุด มาร์เก็ตแคปวูบ 4 แสนล้าน ระบบรวนหยุดซื้อขายชั่วคราว สภาธุรกิจตลาดทุนเสนอตั้งกองทุนพยุงหุ้น สบน.เผยต่างชาติโยกเงินออก ด้านธปท.เล็งปรับลดเป้าเศรษฐกิจ

           หุ้นไทยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ถูกเทขายออกมาอย่างหนัก โดยดัชนีปรับลดลงมาต่ำสุดถึง 90.22 จุด คิดเป็น 9.41% ใกล้กับระดับที่จะหยุดการซื้อขายอัตโนมัติของตลาดหลักทรัพย์เมื่อดัชนีปรับลดลง 10% (เซอร์กิต เบรกเกอร์) แต่การซื้อขายได้หยุดไป 5 นาที ซึ่งโบรกเกอร์ไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ โดยตลาดหลักทรัพย์แจ้งว่า ระบบการซื้อขายขัดข้อง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม เมื่อการซื้อขายหุ้นกลับสู่ภาวะปกติ ดัชนีได้กระเตื้องขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 904.06 จุด ลดลง 54.10 จุด คิดเป็นลดลง 5.65% มูลค่าการซื้อขายรวม 47,630.63 ล้านบาท

           ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 3,069.59 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,935.75 ล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 539.20 ล้านบาท และสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 539.20 ล้านบาท ซึ่งการปรับตัวลดลงของดัชนีเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคปหายไปถึง 4 แสนล้านบาท

           รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ตามที่ระบบซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้แสดงสถานะหยุดซื้อขายชั่วคราว ในเวลาประมาณ 14.36 น. นั้น เป็นผลจากการที่ระบบซื้อขายมีการป้องกันความเสียหายจากการปรับลดลงของดัชนี ซึ่งเมื่อเวลานั้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ปรับลดลงมากกว่า 10% ส่งผลให้ระบบซื้อขายของทั้ง 2 ตลาด เปลี่ยนสถานะเป็นการหยุดซื้อขายชั่วคราว แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับลดลงยังไม่ถึงระดับที่กำหนดที่จะต้องใช้มาตรการเซอร์กิตฯ ระบบจึงได้ปรับสถานะตลาดให้สามารถซื้อขายต่อเนื่อง

           นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง เนื่องจากนักลงทุนตื่นข่าวลือและเทขายหุ้นขนาดใหญ่ออกมา รวมทั้งยืนยันว่าตัวเลขการบังคับขาย (ฟอสเซล) ไม่สูง และตัวเลขการยืมหุ้น (ชอร์ตเซล) ไม่ได้มีตัวเลขสูงจนมีนัยสำคัญทำให้ภาพรวมระบบปรับตัวลง อย่างไรก็ตามพื้นฐานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

           ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินการเพื่อรับมือสถานการณ์ต่างๆ ของเศรษฐกิจโลก 7 แนวทางต่อรัฐบาล เพื่อช่วยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันและสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ หลังจากที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา โดยแนวทางที่เกี่ยวกับตลาดหุ้นโดยตรงคือ ให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกันกับกองทุนวายุภักษ์ เพื่อเข้าลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี โดยมีมูลค่ากองทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท

           นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการอะไรออกมาดูแลตลาดหุ้นเป็นพิเศษ และไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตูม เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่งและมีเงินตราระหว่างประเทศจำนวนมาก

           ด้านนายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น พบว่าเงินจากการเทขายหุ้นส่วนใหญ่ไหลออกไปนอกประเทศแล้ว อีกทั้งยังมีการขายพันธบัตรนำเงินออกไปด้วยเช่นกัน โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการถือเงินสดแทนที่จะโยกเงินลงทุน เนื่องจากกังวลปัญหาเศรษฐกิจโลกและจากความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก

           ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งจะเผยแพร่ช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง อันเนื่องจากปัจจัยลบที่มีมากขึ้น