ข่าว

 ว่าด้วยการจับจ้องในเมือง

ว่าด้วยการจับจ้องในเมือง

27 ก.ย. 2554

ว่าด้วยการจับจ้องในเมือง : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

         เรื่องราวของการค้นหาการทุจริตของกล้องวงจรปิดใน กทม.กลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ก่อน

          ทั้งที่เรื่องดังกล่าวนั้นปรากฏตัวขึ้นมาในเว็บไซต์พันทิปมาหลายสัปดาห์แล้ว ซึ่งนี่คือประการแรกที่น่าสนใจตรงที่ว่าทางเดินของ "กระบวนการกลายเป็นข่าว" ในอีกรูปแบบหนึ่งได้เกิดขึ้น

          จากเดิมอาจจะเป็นเรื่องราวของจดหมายร้องเรียนมายังสำนักข่าว แล้วก็มีนักข่าวสนาม/สำนักข่าว (หรือในหลายกรณีนักข่าวสนาม/สำนักข่าวก็ริเริ่มทำข่าว) ซึ่งมักจะเป็นหนังสือพิมพ์ จากนั้นก็เข้าสู่ทีวี แล้วก็กลายเป็นเรื่องที่คนรับรู้ รวมทั้งนักการเมืองเอาไปขย่มต่อ

          ปรากฏการณ์ใหม่คือ เว็บบอร์ดกลายเป็นพื้นที่จุดประเด็น จากนั้นเรื่องราวก็จะถูกเผยแพร่ต่อเนื่องไปยังเครือข่ายทางสังคม อาทิ เฟซบุ๊ก จากนั้นก็จะไปถึงสำนักข่าว ซึ่งบางทีหนังสือพิมพ์อาจจะยังไม่เล่น แต่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เล่น แล้วก็อาจขยายผลไปในรายการเล่าข่าว ก่อนที่จะเกิดกระแสสะเทือนได้

          เรื่องประการที่สอง ก็คือ "แนวทางการเล่นข่าวและเล่นประเด็น" ของสื่อและนักการเมือง รวมทั้งกระแสในโลกแห่งการรับรู้ข่าวนี้จะมุ่งเน้นไปที่การทุจริตเสียเป็นส่วนมาก ทางหนึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่องในการทำหน้าที่ของสื่อและนักการเมือง ที่พยายามขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ เพื่อการพิทักษ์ประโยชน์ของประชาชน

          อีกส่วนหนึ่งก็พิสูจน์เช่นกันว่าในสังคมประชาธิปไตยนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคนดีนอกระบบมาทำงาน แต่การแข่งขันกันของพรรคการเมืองย่อมนำไปสู่การพยายามตรวจสอบของนักการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งท่ามกลางบริบทที่พรรคประชาธิปัตย์นั้นครองอำนาจการเมืองในกรุงเทพฯ มานาน และยังมีกรุงเทพฯ เป็นฐานเสียงสำคัญของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

          ที่สำคัญก็คือดังที่ได้กล่าวไว้นานแล้วว่า กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีงบประมาณมหาศาลนั้น กลายเป็นกระทรวงที่ 21 ของประเทศไทยที่ถูกยึดครองโดยประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน

          และประชาชนก็ไม่ได้ใส่ใจว่าจะตรวจสอบการบริหารจัดการกรุงเทพฯ อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าหดหู่ใจเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ กทม.ได้รับ ซึ่งมากมายมหาศาล และโครงสร้างการปกครองกรุงเทพฯ ที่อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ผู้ว่าฯ และสภา กทม.แต่ขาดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในระดับเขต เนื่องจากในระดับเขตนั้น ผู้อำนวยการเขตมาจากการแต่งตั้ง และสภาเขตขาดอำนาจตรวจสอบที่ทรงพลังกับการบริหารจัดการในระดับเขต

          เรื่องประการที่สาม ก็คือ เรื่องที่ว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของกรุงเทพฯ ที่ผ่านมานั้น มีความน่าสนใจในเชิงปรากฏการณ์การเมือง สังคม และเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ เรื่องราวของความมั่นคงปลอดภัยในเมือง และการบริหารจัดการเมือง

          ทั้งเรื่องของการจราจร เรื่องของอาชญากรรม เรื่องของการก่อการร้าย ที่เดิมนั้นเป็นเรื่องของการก่อการร้ายจากภาคใต้ จนมาถึงเรื่องของความตึงเครียดขัดแย้งทางการเมืองจากเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของการลอบสังหารผู้นำเสื้อเหลือง หรือความปลอดภัยจากวินาศกรรมทั้งหลาย (ใครยิงสนธิก็ไม่มีใครตอบ ใครยิงเสธ.แดงก็ไม่มีใครตอบ หรือกล้องวงจรปิดต่างๆ ไม่สามารถรายงานเรื่องราวอะไรได้เลยจากเหตุการณ์ชุมนุมและสลายการชุมนุมที่ผ่านมาหลายปี)

          คำถามที่ตามมาก็คือว่า กล้องปลอมนั้นถ้าเป็นนโยบายจริง การติดตั้งแบบนี้ประสบความสำเร็จจริงหรือเปล่า

          ดังที่สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้ากล้องปลอมเป็นความตั้งใจจริงๆ ก็แปลว่ารัฐบาลผู้ติดกล้องมองเห็นคนเป็นกา แล้วเอากล้องมาติดแบบหุ่นไล่กาแค่นั้นเหรอ?

          นอกจากนั้น เรื่องราวของความปลอดภัยในเมืองเราจะมีนโยบายและโครงการอะไรบ้างที่ทำให้ผู้คนนั้นเขามีความรู้สึกเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ไม่ใช่ถูกปกครองด้วยความกลัว และปกครองด้วยการถูกจับจ้อง

          วันนี้ผมยังมองไม่เห็นเลยว่า "ความน่าอยู่" ของกรุงเทพฯ ในแง่ของการเป็นชุมชนเดียวกันเป็นอย่างไร ผมเห็นแต่โครงการต่างๆ ที่ส่งลงมาให้จากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ให้แก่คนและครอบครัวต่างๆ แต่อะไรที่จะเป็นภาพรวมของความปลอดภัย และเป็นชุมชนของกรุงเทพฯ อยู่ที่ไหนก็ยังไม่ทราบ