ข่าว

'แก้วสรร'จวก'อสส.'ไม่ฎีกา'พจมาน-บรรณพจน์'

'แก้วสรร'จวก'อสส.'ไม่ฎีกา'พจมาน-บรรณพจน์'

26 ก.ย. 2554

'แก้วสรร' จวกยับ 'อสส.' ไม่ฎีกาคดี 'พจมาน - บรรณพจน์' เลี่ยงภาษี ถามเป็นศาลฎีกาเองหรือจึงตัดสินใจอย่างนี้ 'ป.ป.ช.'เตรียมหารือ หาช่องฎีกาพรุ่งนี้

          26 ก.ย.54 นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งเป็นผู้ทำคดีการเลี่ยงภาษีของ นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัสน์เนชั่นชาแนลถึงกรณีที่อัยการสูงสุดตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาในคดีดังกล่าว

          แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะเห็นต่างจากศาลชั้นต้น ว่า เหตุใด อสส. ถึงไม่ยื่น เพราะคดีนี้ศาลชั้นต้นก็เห็นด้วยเมื่อยื่นฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ก็เห็นต่าง ดังนั้นเอาเหตุผลอะไรที่จะไม่ฎีกา และที่บอกว่าไม่ยื่นฎีกาเพราะเห็นพ้องกับคำพิพากษาทำไมเมื่อตอนศาลชั้นต้นตัดสิน ถึงไม่บอกว่าไม่เห็นด้วย

          "มันไม่ใช่เรื่องที่เห็นด้วยหรือไม่ ต้องดูเรื่องจุดต่าง เมื่อสองศาลเห็นต่างกัน ตนไม่เคยเห็นที่อัยการทำอย่างนี้ อีกทั้งเรื่องนี้เป็นรื่องการเสียภาษีที่ต้องวางแนวทางในอนาคต อัยการเอาเหตุผลอะไรมาผมก็ไม่เข้าใจ"นายแก้วสรรกล่าว
 
          นายแก้วสรรกล่าวต่อว่า คดีดังกล่าวพบว่ามีการเลี่ยงการเสียภาษี โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขาย ผ่านนางดวงตา วงศ์ภักดี บริวารขอคุณหญิงพจมาน ซึ่งเราก็พบว่าไม่ได้เกิดการซื้อขายจริงเพราะเงินที่นางดวงตานำไปจ่ายก็เป็นเงินของคุณหญิงพจมาน เมื่อจ่ายเสร็จก็นำไปคืนฝ่ายบัญชีคุณหญิงพจมาน 

          ขณะที่ทางฝ่ายชินวัตรเองก็ยอมรับว่าเป็นการให้ แต่ก็อ้างว่าเป็นการให้โดยเสน่หา  ซึ่ง คตส. สรรพากร อัยการ ศาลชั้นต้น เห็นว่าไม่ใช่จึงต้องเสียภาษี การทำให้เป็นการซื้อขายเท่ากับว่าเป็นการหนีภาษีโดยสำแดงคว่มเท็จ  แทนจะให้ตรงซึ่งเป็นการหลอกกสรรพากร

          นายแก้วสรรกล่าวต่อว่า ศาลชั้นต้นก็เห็นด้วยกับสรรพากรว่าคุณหญิงพจมานต้องรู้เห็นด้วย จริงอยู่คนที่เสียภาษีคือนายบรรณพจน์ แต่คนสำแดงร่วมคือคุณหญิง จึงศาลจึงตัดสินลงโทษ แต่ศาลอุทธรณ์บอกว่าคนผิดคือนายบรรณพจน์ คุณหญิงไม่เกี่ยว โดยไม่พูดถึงหลักการสมคบ ทำไมศาลจึงเห็นว่าไม่เกี่ยวกัน นี่คือประเด็นที่น่าจะให้ศาลฎีกาทบทวนว่าคิดถูกหรือไม่

          นอกจากนี้เรื่องดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลชั้นต้นบอกว่าคนทำผิดมีฐานะดีร่ำรวยแต่กลับไม่เสียภาษี จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ขณะที่ ศาลอุทธรณ์บอกว่าผู้กระทำผิด มีฐานะดีเคยบริจาคเงินหลายครั้ง ดังนั้นจึงรอการลงโทษ เรื่องนี้ก็เป็นข้อขัดแย้งกัน  อัยการมีเหตุผลอะไร ทำไมไม่ให้ศาลฎีกามาตัดสินคุณทำตัวเป็นศาลฎีกาได้ยังไงกลายเป็นศาลฏีกาตั้งแต่เมื่อไหร่

          เมื่อถามว่าการไม่ฎีกาครั้งนี้มีวาระทางการเมืองแอบแผงหรือไม่ นายแก้วสรรกล่าวว่า  "ผมไม่เคยเห็นอัยการที่ทำแบบนี้ เลยต้องการคำอธิบายว่าคุณเป็นศาลฎีกาหรือ  หรือศาลอุทธรณ์มาฉลาด อัยการเลยตรัสรู้ คุณเป็นศาลฎีกาหรือ แต่มีวาระอะไรอย่าไปกล่าวหาเขา"

          อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า มีช่องทางไหนที่จะยื่นฎีกาได้หรือไม่  นายแก้วสรรกล่าวว่า "ไม่มี เหลือแต่เพียงอัยการจะถูกฟ้องหรือไม่เท่านั้น เพราะ  ป.ป.ช. ก็เตือนแล้ว อธิบดีศาลก็มีความเห็นแย้ง  แต่เราอย่าไปกล่าวหาเขา ถึงมีเราก็จับไม่ได้ อย่าไปนึก  คุณฟ้องศาลชั้นต้นเห็นด้วย ศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้หนักแน่นนักหนา แล้วหลักผู้สมคบหายไปไหน ผมไม่เข้าใจทำไมไม่ฎีกา หากเป็นอย่างนี้อีกหน่อยมีสองศาลก็พอ"

          ขณะที่นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. กล่าว ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้ทำความเห็นเสนอไปยัง อสส. ให้ฎีกาเรื่องดังกล่าว ต่อศาลฎีกาทุกประเด็น ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และได้แนบความเห็นของประธานศาลอุทธรณ์ ที่มีความเห็นให้จำคุกนายบรรณพจน์ โดยไม่รอลงอาญา

          ดังนั้นเมื่อ อสส. สั่งไม่ยื่นฎีกา พรุ่งนี้(27 ก.ย.) ป.ป.ช. จะประชุมเพื่อเป็นมติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะ  ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานที่รับเรื่องจาก คตส.  และส่งเรื่อให้ อสส. สั่งฟ้องคดี ดังนั้น เมิ่อมีคำสั่งไม่ฎีกาจึงจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ได้ข้อสรุป เพราะตามกฎหมายเปิดโอกาสให้ต่อสู้ถึงสามศาล