
ยายฉิมจุดเทียนหมากัดคันหู
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ยายฉิมจุดเทียนหมากัดคันหู โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
เห็นชื่อหัวเรื่องแล้วอย่าเพิ่งนึกว่าผมเสียสติประสาทกลับนะครับ ผมเพียงแค่อยากชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ฝังตัวลึกอยู่ในสังคมไทยมานานแล้ว นั่นคือการที่คนเมืองกรุงใช้วิจารณญาณแบบคนกรุง ไปตัดสินวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ต่างจังหวัดหรือคนบ้านนอก ทำให้คนบ้านนอกเกิดความรู้สึกว่าเขาทำอะไรก็ผิดไปหมด ในขณะที่คนเมืองกรุงทำอะไรก็ถูกไปหมด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือวัฒนธรรมหรือศิลปะด้านการร้องรำทำเพลง
เพลงพื้นบ้านจำพวกเพลงฉ่อย, ลำตัด, อีแซว ถูกยกย่องเลิศหรูว่าเป็นศิลปะประจำชาติไทย เพราะเป็นการเล่นร้องรำทำเพลงยามว่างจากงานในไร่นา แต่ด้วยความที่คนไทยเป็นชนชาติเจ้าบทเจ้ากลอนเจ้าสำนวนโวหาร ชอบเล่นคำเล่าความในทำนองเกี้ยวพาราสี ด้วยการสอดแทรกคำผวนบ้างหรือคำในทำนองสองแง่สองง่ามบ้าง
ทำให้บรรดาคนที่ตั้งตัวเป็นผู้มีความรู้ชอบตัดสินผู้อื่นด้วยตนเอง กล่าวหาว่าเนื้อร้องพื้นบ้านของลำตัดและศิลปะอื่นๆ เหล่านั้น ไม่เว้นแม้แต่สรรพลี้หวนของชาวเหนือเป็นสิ่งหยาบช้าลามก ถึงขั้นที่ห้ามเผยแพร่ในที่สาธารณะ อีกทั้งยังลามมาจนถึงเพลงสมัยต่อๆ มาที่มีชะตากรรมไม่ต่างกัน
เพลงยายฉิมเก็บเห็ดถูกสั่งห้ามเปิดตามสถานีวิทยุ เพราะกล่าวหากันว่าเป็นเพลงสองแง่สองง่าม ต่อมาเพลง “จุดเทียนเวียนวน” ขับร้องโดย มานี มณีวรรณ และเพลงหมากัด ที่ขับร้องโดย เอกชัย ศรีวิชัย ต่างก็ตกอยู่ใต้ชะตากรรมเดียวกันทั้งสิ้น
เพลง คันหู ถูกขับร้องถ่ายทอดท่วงทำนองมานานช้า และไม่ได้รับความนิยมแต่อย่างใดทั้งสิ้น จนกระทั่งวงดนตรีเดินสายเล่นตามงานบวชงานแต่งแถบต่างจังหวัด เอามาให้เด็กสาวที่ชื่อ จ๊ะ เทอร์โบ ขับร้องประกอบท่าเต้นที่เธอคิดขึ้นมาเอง เพลงนี้ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงสังคมเมืองกรุง
จวบจนมีการนำเอาเพลงคันหู พร้อมลีลาท่าเต้นมาใส่ลงไปในสื่อสมัยใหม่ ประเทศไทยในเมืองกรุงก็เกิดอาการแตกตื่นรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ บ้างก็ต่อว่าต่อขานหาว่าเอาเพลงสับประดี้สีประดนมาร้องเผยแพร่ บ้างก็ก่นด่ากราดประณามนักร้องสาวบ้านนอกว่าเต้นด้วยลีลาแห่งกามรสจนหมดยางอาย สื่อใหญ่น้อยลากเอาตัวนักร้องมาสัมภาษณ์หวังฆ่าเธอให้ตายคาไมค์ บ้างก็ไปถามความเห็นจากผู้แสดงตนว่ามากจริยธรรมหลายต่อหลายคน
ในขณะเดียวกันนั้นเองเทพแห่งเมืองกรุงทั้งหลาย กลับสรรเสริญเยินยอนักร้องดังสังกัดค่ายใหญ่ยกให้เป็นซุปตาร์ ทั้งที่แหกปากร้องเพลงราวกับหมาถูกเหยียบหางด้วยภาษาไทยอันแปร่งเพี้ยน แต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่ต่างไปจากหญิงนั่งดริ๊งก์ตามบาร์แต่อย่างใด ลีลาการเต้นโยกย้ายส่ายอวัยวะเพศก็มีให้เห็นตามโทรทัศน์กันทุกวี่วัน แต่ไม่มีผู้คลั่งจริยธรรมหน้าไหนกล้าไปออกปากวิจารณ์ คงด้วยเกรงบารมีอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นต้นสังกัด
หรือแม้แต่เพลงไทยสากลอันไพเราะเพราะพริ้ง ที่มีเนื้อร้องบางท่อนบางตอนเอ่ยไว้ว่า “เสียแรงสมสู่ เสียแรงชื่นชูชม เสียสิ้นภิรมย์สู่สมเราเคย” ก็ไม่เคยถูกใครมากล่าวหาว่ามีเนื้อร้องหยาบคาย ราวกับไม่รู้ว่าคำแปลของ “สมสู่” คืออะไร กลับยกย่องกันด้วยซ้ำไปว่าเป็นเนื้อร้องที่สละสลวยคล้องจองสอดรับกันดี
ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่าเพลงคันหูและท่าเต้นของ จ๊ะ เทอร์โบ ผิดหรือถูก แต่อยากจะเตือนสติบรรดาคนเมืองกรุงทั้งหลายว่า การจะตัดสินอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น พึงตัดสินด้วยเหตุและผลบนมาตรฐานเดียวกัน อย่าได้ด่วนตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงเพราะความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว
ดังเช่นที่ได้เคยตัดสินเพลง ยายฉิมเก็บเห็ด เพลงจุดเทียนเวียนวน และ เพลงหมากัด มิฉะนั้นการตัดสินเหล่านั้นก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ดังเช่นที่ทุกวันนี้เราไม่สามารถหาดูและฟังลำตัดดีๆ ที่ร้องเล่นตามมาตรฐานดั้งเดิมได้เลย และจะกลายเป็นการผลักไสให้เกิดสองนคราสองมาตรฐาน ระหว่างบ้านนอกกับเมืองเทพของชาวกรุงไปเช่นทุกวันนี้ครับ



