
ล้างบาง
ล้างบาง : ที่นี่ บัวแก้ว โดย นันทิดา พวงทอง
การโยกย้ายข้าราชการในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นการล้างบางขั้วอำนาจเก่า ปูกำลังสร้างฐานอำนาจใหม่ โดยจัดวางผู้รู้ใจใกล้ชิดได้เข้ามาช่วยทำงาน เพื่อซ่อนเร้นประโยชน์ไว้หรือไม่
จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 กันยายน มีมติให้แต่งตั้ง นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) แทน นายอัษฎา ชัยนาม ซึ่งการปรับนายอัษฎาออกจากตำแหน่ง มีผลให้นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนายอัษฎา ต้องยุติหน้าที่ส่วนนี้ลง รวมไปถึง ผอ.กองกฎหมายกรมสนธิสัญญา ชาตรี อรรถจานันท์ ก็โดนหางเลขเข้าไปด้วย
ครม.ยังได้มีมติแต่งตั้งนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่ประธานกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งก็ทำให้นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ในฐานะที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่ถูกแต่งตั้งขึ้นในสมัยนายสุเทพ ก็ต้องหมดสภาพลงเช่นกัน
การเปลี่ยนตัวประธานเจบีซี และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญงานชายแดนไทย-กัมพูชามากว่า 10 ปี และเป็นมือกฎหมายระดับแนวหน้าของกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนตัวนายเกรียงศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทางทะเล หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลไทยกัมพูชา ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลังรัฐบาลประกาศรื้อฟื้นเอ็มโอยูปี 2544 และเตรียมเดินเครื่องเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย กับกัมพูชาแบบเต็มสูบ เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบต่อไปว่า จะมีเรื่องราวแอบแฝงหรือไม่
แม้นายสุรพงษ์อ้างสิทธิ์อันชอบธรรมว่าสามารถทำได้ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายการเจรจาเขตแดนของรัฐบาลปัจจุบัน ที่จะช่วยให้การเจรจาข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อน ทั้งทางทะเลและทางบก เกิดความคืบหน้าก็ตาม
ส่วนของผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญในการเจรจาเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนทางบก เมื่อเจาะลึกเข้าไปดูปูมหลังของของทูตอัษฎากับทูตวีรชัย ทั้งสองคนต่างยืนยันหนักแน่นและต่อสู้มาโดยตลอดว่าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของไทยตามนโยบายสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นความเห็นที่ขัดแย้งไม่ตรงกับจุดยืนของกัมพูชา ถึงขั้นที่ฝ่ายกัมพูชาก็แสดงท่าทีไม่พอใจต่อความเห็นนี้ของนายอัษฎาและนายวีรชัยด้วย
ขณะเดียวกัน ได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของ นายบัณฑิต ผู้ทำหน้าที่ประธานเจบีซีคนใหม่
นายบัณฑิต นับเป็นมือกฎหมายที่เก่งระดับแนวหน้าของกระทรวงการต่างประเทศอีกคนหนึ่ง จบการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยผ่านหลักสูตรบทบาทของกรรมการรัฐวิสาหกิจกับการสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานของสำนักป้องกันการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจและธุรกิจเอกชน
แหล่งข่าวแจ้งว่า นายบัณฑิต เป็นบุคคลที่เคยทำงานใกล้ชิดร่วมกับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร ขณนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในหลายเรื่อง โดยเฉพาะครั้งที่นายบัณฑิต เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ได้ช่วยนัดแนะกับทางการอินเดียให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นทริปเจรจาเรื่องสัมปทานดาวเทียมจากอินเดีย นอกจากนี้ นายบัณฑิตยังเป็นหนึ่งในคณะทำงานพิจารณาการประมูล ในโครงการ อี-พาสปอร์ต ในสมัยนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
ในเหตุการณ์เผาสถานทูตไทย ที่พนมเปญ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2546 นายบัณฑิตเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการเจรจากับทางการกัมพูชา เพื่อคืนเงินชดเชยและรักษาผลประโยชน์ให้แก่รัฐบาลไทยและเอกชนไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเคลือบแคลงของสังคมในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องนี้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติให้ได้



