
“พาณิชย์”ปูทางเศรษฐกิจการค้าวางแผนแม่บท10ปีสร้างสมดุลสู่ความยั่งยืน
“พาณิชย์”ปูทางเศรษฐกิจการค้าวางแผนแม่บท10ปีสร้างสมดุลสู่ความยั่งยืน : อนัญชนา สาระคู รายงาน
ภาวะทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ประเทศไทยต้องหันกลับมาทบทวนทิศทางการค้าของตัวเอง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดงานการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ กำลังจัดทำแผนแม่บทกระทรวงพาณิชย์ในระยะ 10 ปี (ระหว่างปี 2555-2564) หลังจากแผนได้ว่างเว้นไปนานถึง 5 ปี โดยแผนแม่บทฉบับนี้อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “เศรษฐกิจการค้าของประเทศมีความก้าวหน้าอย่างมั่นคง เป็นธรรม ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั้งประเทศ”
มุ่งสร้างสมดุลนำพาประเทศยั่งยืน
“ยรรยง พวงราช” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เป้าหมายของเรา คือ ต้องการให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน มีเสถียรภาพ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นต้องเน้นการปรับโครงสร้างให้มีความสมดุลกันระหว่างภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งทิศทางของเราคือการเพิ่มสัดส่วนภายในประเทศให้มากขึ้น พร้อมเน้นความเข้มแข็งของผู้ประกอบการในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
โดยมีพันธกิจ 5 ด้าน คือ 1.การเสริมสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการและวิสาหกิจ บนฐานขององค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและทุนวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม 2.การสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และเป็นฐานไปสู่เวทีโลก
3.การยกระดับประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่า โดยการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม 4.การสร้างสภาพแวดล้อมภายในประเทศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจได้อย่างเป็นธรรม ให้มีกติกาที่ดี และสุดท้าย 5.การส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าให้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และสร้างสรรค์มูลค่าให้แก่ผู้ประกอบการ
“เรื่องโครงสร้างนั้น เราเน้นให้เติบโตจากศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้สามารถรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากโลกภายนอกได้ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ เพื่อยกระดับไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อเงื่อนไขใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน” ยรรยง กล่าว
แนะรัฐสร้างความต่อเนื่องนโยบาย
ขณะที่การเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนในสาขาต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่มองว่า กระทรวงพาณิชย์ควรจะเป็นแกนนำหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ โดย มังกร ธนสารศิลป์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมเองได้เตรียมความพร้อมในระดับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว โดยการผลิตเน้นไปที่การพัฒนาสินค้าให้ถูกใจผู้ซื้อ ทั้งในด้านคุณภาพและราคา การสร้างแบรนดิ้ง การเพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
ตลอดจนการสร้างมาตรฐานสินค้า เพราะในระยะข้างหน้าเราไม่ได้แข่งขันเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่จะเป็นการแข่งขันกับตลาดโลกด้วย เพราะตลาดโลกก็จะเข้ามาหาเรา อย่างไรก็ตาม มองว่าประเทศไทยมีมาตรฐานสินค้าอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่มากนัก เพราะไม่สามารถป้องกันสินค้าด้อยมาตรฐานที่เข้ามาแข่งขันในประเทศไม่ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบทำให้คนทำดีอยู่ไม่ได้
นอกจากนี้ต้องเน้นมาตรฐานการทำงาน ดูแลแรงงาน ความปลอดภัยในตัวสินค้า และสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น แผนที่เราจะไปสู่การเป็นครัวโลก ดังนั้นการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า นับว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งในภาคอุตสาหกรรมเองเน้นพัฒนาในเรื่องนี้ขึ้นมาเองแล้ว ส่วนมาตรฐานราคาจะต้องเป็นราคาที่ผู้ซื้อพร้อมที่จะซื้อ ดังนั้นราคาสินค้าจะต้องถูกและมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของภาครัฐคือจะต้องมีความต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนปัญหาด้านกฎระเบียบก็มีความสำคัญที่ภาครัฐควรต้องทบทวน
“อยากเห็นภาครัฐ หรือกระทรวงพาณิชย์ ที่สนับสนุนด้านการส่งออก ควรต้องให้ความรู้ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี เพราะกว่าที่กลุ่มเอสเอ็มอีจะสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ได้เงินทุนที่มีก็อาจจะหมดตัวเสียก่อน จึงคิดว่านี่เป็นภาระที่ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้แก่เอสเอ็มอีด้วย” มังกร กล่าว
ด้าน สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารบริษัทซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด แสดงความเห็นว่า รัฐควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะเติบโตไปแบบไหน ทั้งในแง่ของตัวเลข และทิศทางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท การจะเพิ่มขีดแข่งขันของไทยจากนี้ไปอีก 10 ปี รัฐต้องการให้จีดีพีเป็นเท่าไร ขณะเดียวกันจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมใดเป็นตัวขับเคลื่อน
“โชคดีมากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมาจากเสียงข้างมาก และเป็นครั้งแรกที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นนับเป็นโอกาสที่ดีมากที่รัฐบาลจะเขียนแผนแม่บทให้เป็นรูปธรรม สามารถจับต้องได้ ทั้งนำมาสู่แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน” สุเมธ กล่าว
นอกจากนี้ เมื่อกำหนดความชัดเจนได้แล้ว ประเด็นการสร้างบรรยากาศทางการค้า การแข่งขัน และการลงทุน ก็จะมีความสำคัญตามมา ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกำหนดนโยบายจะต้องลงไปสัมผัสด้วยตัวเอง และดูว่าจะทำอย่างไรที่จะส่งสัญญาณให้สังคมโดยรวมได้มีความเข้าใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสได้แสดงศักยภาพของตัวเองได้
จี้พาณิชย์เป็นหัวหอกการพัฒนา
ขณะที่ กานต์ ฤทธิ์ขจร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยออแกนิกฟูดส์ จำกัด กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการขนาดเล็กว่า คือการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งภายในและนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนาดเล็กยังต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐในการเข้าถึงตลาด ตลอดจนต้องการให้ภาครัฐช่วยแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบ ซึ่งตลาดต่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง และกระทรวงพาณิชย์น่าจะเป็นหน่วยงานที่ทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ดี
ปิดท้ายที่ วุฒิชัย หาญพานิชย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท หาญ โปรดัคส์ จำกัด กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่ามีบุคคลจำนวนมากที่มีความพร้อมทางด้านการเงินในระดับหนึ่ง และพร้อมที่จะเสี่ยงลงทุนทำธุรกิจ แต่ปัญหาคือ ไม่รู้จะทำธุรกิจอะไรดี ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ควรเป็นหัวหอกในการชี้แนะว่าอยากเห็นประเทศไทยพัฒนาไปทางทิศทางใด ที่จะช่วยสร้างผู้ประกอบการรายเล็กๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้น เพราะพวกเขาจะสามารถสร้างยอดขายและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่จะต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ว่าต้องการจะให้ประเทศไทยพัฒนาอยู่ในสังคมโลก และอาเซียนอย่างไร
“ผมได้ข้อมูลมามาก แต่กลับพบว่าการแข่งขันในฐานะผู้ผลิตเรามีแรงงานไม่เพียงพอ ส่วนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี กลับเป็นว่าบุคลากรที่มาเป็นอาจารย์ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน จะให้มาพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างไร ดังนั้นเราต้องกลับมามองแล้วว่าเรามีอะไร ประเทศเราส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่ยังมีปัญหาสังคมต่างๆ ตามมา ดังนั้นการที่เรามุ่งเน้นอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็ไม่น่าจะถูกต้อง เราจึงต้องกลับมาดูว่าจะพัฒนาประเทศให้แข็งแกร่งอย่างไร ให้ผู้คนมีชีวิตที่ดี รายได้ดีขึ้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า” วุฒิชัยกล่าว



