ข่าว

นิติราษฎร์อัดสื่อ-ปัดช่วย'ทักษิณ'

นิติราษฎร์อัดสื่อ-ปัดช่วย'ทักษิณ'

25 ก.ย. 2554

"นิติราษฎร์" แถลงแจงข้อเสนอหลังถูกวิจารณ์ยับ โบ้ยสื่อจับประเด็นผิดสนใจแต่เรื่องล้มล้างผลพวงรัฐประหาร ยันไม่ได้เสนอล้างผิด โต้ข้อกล่าวหาช่วย "ทักษิณ"

           เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 25 ก.ย. คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ใช้ชื่อว่าคณะนิติราษฎร์ ประกอบด้วย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นางจันทจิรา เอี่ยมมยุรา นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล นายธีระ สุธีวรางกูร น.ส.สาวิตรี สุขศรี นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายปูนเทพ ศิรินุพงศ์ แถลงข่าว”กรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการัฐประหาร” ที่ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะนิติราษฎร์จัดแถลงข้อเสนอทางวิชาการเรื่อง ”5 ปี รัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์” และออกแถลงการณ์ 4 ประเด็นจนเป็นที่วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง  ซึ่งมีคนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมฟังการแถลงข่าวจนเจ้าหน้าที่ต้องเปิดห้องปรีดี เกษมทรัพย์เพื่อรองรับมวลชนจำนวนมาก

            นางจันทจิรา กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการวิจารณ์กันจำนวนมาก จึงจำเป็นที่ต้องแถลงอีกครั้ง หากสุจริตชนอ่านข้อเสนอเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและมีใจเป็นกลาง โดยไม่มีประโยชน์กับรัฐประหาร ข้อเสนอนั้นจะผ่าทางตันของสังคมว่าไม่ยอมรับผลพวงการรัฐประหารแต่มุ่งหมายทำให้สังคมเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสันติ พ้นวังวนการรัฐประหาร ไม่มองหน้าคน คือไม่ยอมรับการอภัยโทษและนิรโทษกรรมแต่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าพิสูจน์ตัวเองทางวิธีปกติ คณะนิติราษฎร์ได้เชิญคนที่วิจารณ์ข้อเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นทางการ

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ในวันนี้มีดังนี้ ตามที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์ และเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 ไปแล้วนั้น ปรากฏว่าได้มีการนำเสนอข่าวสารโดยสื่อมวลชนจำนวนมากในลักษณะที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จนสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเสนอให้ “ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” ประกอบกับมีผู้ตั้งคำาถาม และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวให้เข้าใจอย่างเพียงพอ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นสมควรชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

               1.ในแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีนิติราษฎร์ 5 ปีรัฐประหาร คณะนิติราษฎร์มีข้อเสนอรวม 4  ประเด็น ได้แก่ การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549, การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำาเลยและการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร19 กันยายน 2459, การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ปรากฏว่าสื่อมวลชน นักการเมือง และบุคคลทั่วไปกลับมุ่งความสนใจไปในประเด็นแรกเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นพิเศษ ซึ่งคณะนิติราษฎร์เห็นว่าสื่อมวลชนบางสำานัก และนักการเมืองจำนวนหนึ่งเข้าใจข้อเสนอของเราคลาดเคลื่อน ทั้งโดยเจตนา และไม่เจตนา

               2. คณะนิติราษฎร์ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าข้อเสนอเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน  2549  ไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม หรือการอภัยโทษ หรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำาความผิดดังนั้น หากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทางกฎหมายปกติได้ จึงไม่ควรมีบุคคลใดไปกล่าวอ้างอีกต่อไปว่า คณะนิติราษฎร์เสนอให้ “ล้างผิด” ให้แก่นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาและถูกพิพากษาจากกระบวนการที่ริเริ่มและสัมพันธ์กับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

              3. เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ประกาศลบล้างคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำารงตำาแหน่งทางการเมืองก็เนื่องจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำารงตำาแหน่งทางการเมือง ได้นำเอาประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มาใช้บังคับแก่คดี จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและคำาพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผลจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

               4. คณะนิติราษฎร์ยืนยันว่าผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต้องถูกลบล้าง แต่เนื่องจาก การกระทำที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีหลายรูปแบบ ก่อตั้งสิทธิและหน้าที่และส่งผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมาก เพื่อรักษาความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะและคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจการลบล้างผลพวงของรัฐประหารดังกล่าว จึงต้องกระทำาโดยคำานึงถึงบุคคลผู้สุจริตด้วย ด้วยเหตุนี้ ในหลักการ คณะนิติราษฎร์จึงไม่ได้เสนอให้ลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นการทั่วไป ส่วนที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 เฉพาะมาตรา 36 และมาตรา37 ก็เนื่องจากบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นการนิรโทษกรรมการรัฐประหารและรับรองการกระทำใดๆของคณะรัฐประหารให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

              5. การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตามข้อเสนอของเรานั้นสามารถทำได้ใน ทางกฎหมาย ดังตัวอย่างที่ปรากฏให้เห็นในนานาอารยประเทศ ได้แก่ การประกาศความเสียเปล่าของคำพิพากษาสมัยนาซีในเยอรมนี, การประกาศความเสียเปล่าของการกระทำาใดๆสมัยระบอบวิชี่ในฝรั่งเศส, การประกาศความเสียเปล่าของคำาพิพากษาที่ลงโทษบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีลี้ภัยจากนาซีในสวิตเซอร์แลนด์, การประกาศความเสียเปล่าของการกระทำาใดๆของรัฐบาลเผด็จการทหารตั้งแต่รัฐประหาร 21 เมษายน1967 ถึง 25 พฤศจิกายน 1973 ในกรีซ, การยกเลิกเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของคณะรัฐประหาร 12กันยายน 1980 ในการไม่ถูกดำาเนินคดีในตุรกี และความพยายามผลักดันให้ตรากฎหมายประกาศความเสียเปล่าของคำาพิพากษาในสมัยระบอบฟรังโก้ในสเปน เป็นต้น

              6. ต่อข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดคณะนิติราษฎร์จึงเสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารเฉพาะรัฐประหาร 19 กันยายน 25549 เท่านั้น เหตุใดจึงไม่เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารในครั้งอื่นๆด้วย คณะนิติราษฎร์มีจุดยืนปฏิเสธรัฐประหารทุกครั้งที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และทำาลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย แต่เหตุที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในเบื้องต้นก่อนนั้น ก็เพราะว่าผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยังคงดำรงอยู่ และเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยในขณะนี้

              7. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการไม่ยอมรับรัฐประหาร เมื่อระบบกฎหมาย- การเมืองเข้าสู่ปกติ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir constituant) เป็นของประชาชน ประชาชนในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร คณะนิติราษฎร์ขอยืนยันว่า แถลงการณ์ของเราเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิเสธรัฐประหารอย่างถึงที่สุด ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยึดมั่นหลักการเคารพกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องและเป็นธรรม หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะและการคุ้มครองความเชื่อถือไว้วางใจต่อการดำรงอยู่ของกฎหมาย หลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ซึ่งหลักการทั้งหลายเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และคณะนิติราษฎร์ยืนยันที่จะปกป้องหลักการทั้งหลายเหล่านี้อย่างสุดกำลังด้วยความบริสุทธิ์ใจ


เผยเอาผิดคนทำรัฐประหารย้อนหลังได้



              ด้านนายปิยบุตรกล่าวเสริมในแถลงการณ์วันนี้ว่า สิ่งที่บางฝ่ายวิจารณ์ว่าโมฆะทางกฎหมายมหาชนไม่มีนั้น บางประเทศก็มีเรื่องนี้ชัด และทำให้ย้อนเอาผิดผู้ที่ก่อรัฐประหารได้ และสิ่งที่บางฝ่ายระบุว่าควรต้องล้มล้างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ครั้งแรกๆนั้น ขอเรียนว่า รัฐประหารครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดและผลพวงยังอยู่ มันเกิดความแตกแยกที่ฝังรากลึก พวกตนจะล้มล้างการรัฐประหารที่ผ่านมาทุกครั้งแต่จะเริ่มจากครั้งล่าสุดก่อน ขอย้ำว่าสื่อบางแขนงบิดเบือนข้อเสนอของพวกตน ถามว่าบางฝ่ายกลัวผลการล้มล้างรัฐประหารเพราะตัวเองเสียประโยชน์และไม่มีที่ยืนในสังคมใช่หรือไม่ สื่อที่ทำหน้าที่บิดเบือนนั้นขอเรียกว่าเลว


โวยถูกจัดอยู่ฝั่ง"ทักษิณ" 



               “ที่ผ่านมาหลายพรรคเชิญนายวรเจตน์ไปร่วมงาน พรรคพลังประชาชนและประชาธิปัตย์ แต่นายวรเจตน์ไม่ได้ไป และร่วมกับพวกตนอยู่ที่นี่ อย่างนี้สื่อบางแขนงที่กล่าวหาว่าแถลงการณ์ครั้งล่าสุดเอื้อประโยชน์ให้ใครนั้น ขอถามด้วยว่า ไปตรวจสอบเลยว่าพวกตนรับงานใครบ้าง แต่ขอให้ไปย้อนตรวจสอบเลยว่านักวิชาการบางคนไปรับร่างรัฐธรรมนูญหลังรัฐประหารก็บอกว่าเพื่อบ้านเมือง พวกตนเสนอแนวคิดทางวิชาการก็โดนกล่าวหาว่าทำเพื่อทักษิณ ขอให้ไปเช็กเลยว่านักวิชาการบางคนไปช่วยงานรัฐบาลชุดที่แล้วและอ้างว่าเพื่อบ้านเมืองนั้น ถามว่าเป็นใคร”นายปิยบุตรกล่าวและว่าพวกตนจะใช้มหาวิทยาลัยเสนอแนวคิดทางวิชาการต่อไป เพราะพวกตนเป็นนักวิชาการที่มีหน้าที่เสนอแนวคิดกับสังคม และขอร้องสื่ออย่าใช้ชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะจะโดนโจมตีว่าใช้มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหว


"วรเจตน์" อัดสื่อจินตนาการไปเองเข้าข้าง"ทักษิณ"


           ต่อมานายวรเจตน์ กล่าวว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ตามที่แถลงไว้เมื่อครั้งที่แล้วนั้น ไม่ได้ให้ยกเลิก แต่จริงๆยกเลิกได้ก็ดี แต่กฎหมายมาตรานี้ควรปรับปรุงเพราะในทางกฎหมายมีโทษมาก ส่วนการเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์มาคุยกันนั้น ขอเรียนว่าบางฝ่ายวิจารณ์พวกตน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์และนายถาวร มันสะท้อนว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกตนแถลงออกไป และยังเข้าใจว่าพวกตนเอื้อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอย้ำว่าตนรู้จักพ.ต.ท.ทักษิณจากสื่อ ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวพัน พรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน สิ่งที่สื่อบางฝ่ายพูดไปนั้นจินตนาการกันไปเอง ยอมรับว่าตั้งแต่รัฐประหาร พวกตนออกแถลงการณ์และประณามการยุบพรรคไทยรักไทย วิจารณ์คดียึดทรัพย์ที่ต้องวัดกันทางกฎหมาย โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ

               “สิ่งที่พวกผมทำเป็นประโยชน์กับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ขอย้ำว่าผมไม่สนใจว่าจะเป็นประโยชน์กับใคร แต่วิจารณ์ตามหลักการ ใครที่ควรได้ก็ต้องได้ ใครที่ควรเสียก็ต้องเสีย แล้วยังวิจารณ์กันอีกว่าพวกผมจะไปเป็น คอ.นธ. ขอย้ำว่า ณ วันนี้ ไม่เคยคิดล่นการเมือง แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตนั้น หากโดนบีบมากๆผมอาจจะไปตั้งพรรคก็ได้ แต่ผมรักและหลงใหลวิชาการ และคิดว่าไม่ควรตัดตัวเองออกจากสังคม ผมจะอ่านหนังสือสนุกโดยที่สังคมไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร สิ่งที่ปรากฏในสื่อนั้นเป็น ”อศาสตร์” บางคอลัมน์เขียนว่าคีย์แมนบางคนของคณะนิติราษฎร์ใกล้ชิดรัฐบาล วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ท้าไปให้พูดที่พรรค และสิ่งที่สองคนพูดกันนั้น ขอเรียนว่าหากไม่เข้าใจควรมาสอบถาม ”นายวรเจตน์ กล่าว



ชม ผบ.ทบ.มีความคิดมากขึ้น หลังบอกนักวิชาการมีเสรีภาพ


               ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่คณะนิติราษฎร์เสนอออกมานั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่ และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งมีการจุดประเด็นว่า หากเสนอแก้รัฐธรรมนูญจะมีองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดขึ้นมาได้ นายวรเจตน์ตอบว่า หากจะมีการรัฐประหารเพื่อเอาผิดรัฐบาลที่สลายการชุมนุม ย้ำว่าคณะนิติราษฎร์ต่อต้านการรัฐประหารทุกกรณี แต่จะใช้ประชามติออกมาสู้แม้จะช้าแต่มันยั่งยืน ส่วนคำพูดของผบ.ทบ.นั้น ผบ.ทบ.พูดด้วยความเป็นห่วงมากกว่า ตนมองว่าวันนี้คำพูดของผบ.ทบ.นั้นคล้ายว่ามีความคิดขึ้นเพราะผบ.ทบ.บอกว่า นักวิชาการมีเสรีภาพ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผบ.ทบ.เคยบอกว่าประเทศนี้จะมีเสรีภาพทางความคิดไม่ได้ และขอให้ผบ.ทบ.ใช้ความคิดนี้กับประชาชนด้วย

               “ขอเรียนไปยังผบ.ทบ.ว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางความคิดและไม่แตกแยก เพราะทุกอย่างจะย้อนไปให้ประชาชนตัดสิน การใช้กำลังเสียอีกที่ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ผลของวันนี้มาจากการรัฐประหารใช่หรือไม่ที่มันลงรากลึกและแก้ยากอย่างไร ย้ำว่าสิ่งใดที่ผิดต้องยอมรับว่าผิด สิ่งที่ถูกต้องถูก ความขัดแย้งทางความคิดมันต้องมีตลอด แต่ต้องใช้สิทธิในคูหา และต้องยอมรับเสียงข้างมาก ไม่ใช่ว่าเสียงข้างน้อยถูกฝ่ายเดียว ข้อเสนอของพวกผมจะกระตุ้นการรัฐประหารหรือไม่ วันนี้ความคิดนี้บินเข้าสังคมไปแล้ว แม้พวกผมไม่อยู่ ความคิดนี้ฆ่าไม่ตายเพราะมันอยู่ในสังคมแล้ว ใครจะรัฐประหารก็ทำไป แต่ผมบอกแล้วว่าต้องปกครองด้วยปืนตลอดกาล วันหนึ่งอำนาจกลับมาสู่ประชาชน ลูกหลานจะกลับมาสานต่อแนวคิดของพวกผม”นายวรเจตน์ กล่าว


เตือนนักการเมืองอย่าสร้าง "ผี" มาหลอกคน



               ส่วนองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ถ้ามีการแก้ไขและอาจจะออกมาเคลื่อนไหวและอาจเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอีกนั้น นายวรเจตน์ กล่าวว่า ตนเคารพ นักกฎหมายควรโต้ด้วยเหตุผล แต่มวลชนต้องอธิบาย และนักการเมืองจะลดความขัดแย้งได้คือไม่ต้องสร้างผีขึ้นมาหลอกคน วันนี้สังคมไทยโดนผีทักษิณสร้างขึ้นมาหลอกไม่ให้ทำอะไรได้ อาจมีหลายคนได้ประโยชน์จากผีทักษิณ ย้ำว่าผิดต้องว่าไปตามผิด ถูกต้องว่าไปตามถูก มันต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องโดยใช้กฎหมายเสมอกันทุกคน ตรงนี้มันเป็นหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐที่แท้จริง ส่วนความขัดแย้งในสังคมวันนี้ที่ซุกใต้พรมนั้น วันนี้มันควรพูดและสู้กันด้วยเหตุผล


โต้สื่อ "เสี้ยม" บิดเบือนข้อมูล


               ด้าน น.ส.สาวิตรี กล่าวว่า สื่อควรถามตัวเองว่าโดนกระทำหรือกระทำตัวเองกันแน่ เพราะการเสนอข่าววันนี้ ถามว่าสื่อกำลังเสี้ยมกันหรือไม่ พวกตนยืนยันเสรีภาพของสื่อเสมอในการรับรู้และเสนอข่าวสาร และควรรู้ว่าหากไม่เสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ตรงนั้นจะทำลายเสรีภาพของประชาชน จึงอย่ามีการบิดและเฉือนข้อมูลที่พวกตนเสนอไป