
หลายจังหวัดเดือดร้อนภัยน้ำท่วม
ชาวโพธิ์ทองเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำหลักทะลักไหลเข้านา อุบลฯผู้อพยพเริ่มป่วย ศรีสะเกษเกษตรกรแห่ขายวัวควายเหตุน้ำท่วมไม่มีอาหารและที่เลี้ยง มหาสารคามลิงแสมกว่าพันตัวขาดอาหาร
25ก.ย.2554 สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอ่างทองชาวนายังได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดที่บริเวณทุ่งนาอ่างแก้ว ของนายประเสริฐ ชำนาญ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 /1 หมู่ที่4ต.อ่างแก้ว อ.โพธิ์ทอง ได้ระดมลูกๆ หลานๆ ลงมือเกี่ยวข้าวกันอย่างโกลาหลเพื่อหนีน้ำที่กำลังทะลักเข้านาอย่างต่อเนื่อง
นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อวานก่อนผืนนายังปกติอยู่แต่เมื่อเช้าตอนเวลา 04.00 วันเดียวกันนี้ ตนออกมาดูนาพบว่าน้ำได้ไหลทะลังลงนาแล้วน้ำสูงเกือบเอว ตนไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องระดมคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูกๆ หลานๆ มาเร่งเกี่ยวข้าวที่ปลูกไว้ 16 ไร่ก่อนที่จะจมน้ำเสียหายไม่ได้อะไรเลย แต่ก็คงเกี่ยวไม่หมดซึ่งข้าวที่เกี่ยวนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่เกี่ยวข้าวครั้งนี้ไม่ได้เอาไปขายแต่เอาเก็บไว้เป็นพันธุ์ไว้ปลูกปีหน้า เพราะคงจะไม่มีเงินไปซื้อพันธุ์ข้าวแน่ส่วนน้ำที่ทะลักเข้านาตนนั้น มาจากแม่น้ำน้อยได้เอ่อล้นตลิ่งลงสู่คลองสาหร่าย แล้วเข้าท่วมหมู่บ้านโคกพุทรา และไหลลงทุ่งแล้วมาสู่นาตน
อุบลฯผู้อพยพเริ่มป่วยเพราะถูกน้ำท่วมนาน
จากปริมาณแม่น้ำมูลยังคงเอ่อล้นไหลท่วมชุมชนในจ.อุบลราชธานี ปัจจุบันมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมรวม 4 อำเภอ แล้วคืออำเภอเมือง วารินชำราบ โขงเจียมและตาลสุม รวม 3,999 ครัวเรือน ที่ได้รับความเดือดร้อน อพยพออกจากหมู่บ้านแล้ว 1,627 ครัวเรือน จำนวน 5,431 คน ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำมูลเริ่มทรงตัวโดยเพิ่มสูงขึ้นวันละ 8 เซนติเมตร ซึ่งระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 2.24 เมตร ทำให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์หลายหน่วย ต้องนำน้ำดื่มสะอาดแจกจ่ายให้ผู้อพยพใช้วันละ 2 รอบ ขณะเดียวกันหน่วยงานสาธารณสุข ส่งแพทย์พยาบาลตรวจอาการป่วยของผู้อพยพ โดยเฉพาะเด็กและคนชรา พบว่าส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคไข้ตัวร้อน เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมทั้งโรคน้ำกัดเท้า และโรคเครียดจากบ้านถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน ซึ่งแพทย์แนะนำให้หากิจกรรมทำ ไม่นั่งอยู่ในเต้นท์อพยพเพียงลำพัง โดยช่วงนี้มีคนป่วยมารับการตรวจรักษาจากอาการป่วยด้วยโรคต่างๆวันละเกือบ 100 คน
นางสมร ทองดี อายุ 62 ปี ชาวชุมชนหาดสวนสุข เทศบาลเมืองวารินชำราบ ซึ่งเป็นโรคน้ำกัดเท้าและมีอาการเครียดเล่าว่า สามีเสียชีวิตไปกว่า 10 ปี ส่วนลูกหลานไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดทำให้ต้องอยู่ตัวคนเดียว และบ้านถูกน้ำท่วมนานกว่า 2 สัปดาห์ ต้องอพยพมาอยู่ริมถนนกับเพื่อนบ้าน และตั้งแต่ถูกน้ำท่วมยังไม่มีลูกหลานมาเยี่ยม บางครั้งรู้สึกว้าเหว่แต่ได้เพื่อนบ้านเป็นเพื่อนคุย ทำให้หายคลายเหงาไปได้บ้าง
ศรีสะเกษเกษตรกรแห่ขายวัวควายเหตุน้ำท่วมไม่มีอาหารและที่เลี้ยง
ที่ตลาดนัดโค -กระบือ บ้านส้มป่อย ต.ส้มป่อย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นวันตลาดนัดมีเกษตรกรนำโค กระบือ มาขายกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากฝนตกในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประสบปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าสาธารณะดอนปู่ตา ดอนป่าและทุ่งหญ้าที่เคยเลี้ยงวัวควายถูกน้ำเข้าท่วมจนหมด หญ้าและฟางข้าวหายากขึ้นจึงจำเป็นต้องนำสัตว์เลี้ยงมาขายเพื่อลดภาระและหารายได้มาดูแลครอบครัวด้วย
นายแสวง โพธิคุณ นายฮ้อยค้าวัวควาย บอกว่า วันนี้มีเกษตรกรจำนวนมากนำวัวควายมาขายที่ตลาดนัดเป็นจำนวนมาก แต่ราคาซื้อขายวัวควายก็ยังสูงไม่ได้ลดลง เพราะวัวควายที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ลดจำนวนลง จากสภาวะเศรษฐกิจเมื่อ 2 - 3 ปีที่ผ่านมาซบเซา ทำให้การเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนสูงขึ้น เมื่อสถานการณ์ตลาดเข้าสูภาวะปรกติเกษตรกรเองไม่มีเงินซื้อวัว ควายมาเลี้ยงใหม่ ทำให้ปริมาณปศุสัตว์ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะกระบือ หลังจากมีการเปลี่ยนไปใช้รถไถนาแทนการใช้ควายไถนาทำให้ฝูงกระบือลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปีก็ยังทำให้เกษตรกรตัดสินใจขายโค กระบือด้วย เชื่อว่าอีก 2 เดือน เมื่อสถานการณ์น้ำเข้าสู่ภาวะปรกติราคาวัวควายจะสูงขึ้นร้อยละ 20 - 30
ส่วนบรรยากาศที่ตลาดนัดโค - กระบือ บ้านส้มป่อยพบว่าราคาปศุสัตว์มีราคาสูง โดยแม่วัวประมูลราคาซื้อขายกันที่ตัวละ 16,000 - 20,000 บาท และหากมีลูก หรือตั้งท้องติดมาเปิดประมูลควบกันไปราคาก็จะสูงเพิ่มขึ้นไปด้วย บางตัวราคาสูงถึงตัวละ 25,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นโคลูกผสมกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนโคพันธุ์ไทยแท้หาซื้อไม่ได้แล้ว
"ศอส."รายงานมีน้ำท่วม 23 จังหวัดเตือน9จังหวัดระวังน้ำท่วมฉับพลัน
นายภาณุ แย้มศรี ในฐานะประธานการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 23 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ชัยภูมิ ยโสธร ขอนแก่น อำนาจเจริญ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี รวม 141 อำเภอ 1,052 ตำบล 8,088 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 583,370 ครัวเรือน 1,927,120 คน ผู้เสียชีวิต 158 ราย สูญหาย 3 ราย พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 5,110,327 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อปลา 60,124 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 4,727,694ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้ แยกเป็น ทางหลวง 32 สาย ใน 10 จังหวัด ทางหลวงชนบท 74 สาย ใน 20 จังหวัด
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณน้ำมากและระดับน้ำล้นตลิ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้แก่ ลุ่มน้ำยม ที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อำเภอสามง่าม อำเภอโพทะเล อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ลุ่มน้ำน่าน ที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ลุ่มน้ำป่าสัก อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ลุ่มน้ำมูล อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอลำปลายมาศ อำเภอสตึก อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอห้วยทับทัน อำเภอเมือง อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ อำเภอตระการพืชผล อำเภอเดชอุดม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ลุ่มน้ำชี ที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อำเภอปัญจาคีรี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีน้ำมากคาดว่าน้ำจะล้นตลิ่งภายใน 1-2วันนี้ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ แม่น้ำโขง ที่อำเภอเมือง จังหวัดหนองคายมีน้ำมาก คาดน้ำจะล้นตลิ่งในวันนี้ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ลุ่มน้ำท่าจีน ที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 4,236 ลบ.ม./วินาที เขื่อนเจ้าพระยาปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,703ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำไหลผ่านอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,170 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ 8 จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี
นายภาณุ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงวันที่ 26-30 ก.ย. ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนตกเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่อีกทั้งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกจะมีฝนตกชุกกับฝนตกหนักในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ในระยะ 7 วันนี้ จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขา ที่ราบลุ่มและใกล้ทางน้ำไหลผ่าน บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างระมัดระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตราย ในการเดินเรือและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
นายภาณุ กล่าวเตือนยังมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มรวม 9 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง (อำเภอเถิน) เชียงใหม่ (อำเภอฝาง) พิษณุโลก (อำเภอชาติตระการ) อุบลราชธานี (อำเภอน้ำยืน) ตราด (อำเภอเกาะช้าง อำเภอบ่อไร่) จันทบุรี (อำเภอเขาคิชกูฎ อำเภอแหลมสิงห์ และอำเภอเมือง) นครนายก (อำเภอปากพลี) ระยอง (อำเภอเขาชะเมา) และระนอง (อำเภอละอุ่น) จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขา ที่ราบลุ่ม และใกล้ทางน้ำไหลผ่านระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก สำหรับพื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังภาวะน้ำล้นตลิ่ง ได้แก่ ลุ่มน้ำภาคตะวันออก (แม่น้ำตราด แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำนครนายก) ลุ่มน้ำมูล (อำเภอเมือง อำเภอขามทะเลสอบริเวณท้ายเขื่อนลำคอง จังหวัดนครราชสีมา) ลุ่มน้ำชี (อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อำเภอปัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น) ลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย รวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ภาคกลาง
ทั้งนี้ ศอส. ได้ประสานให้จังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ประสานการดำเนินงานกับอำเภอ และองค์กรส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมในการสนับสนุนและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงทีโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่อาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม พร้อมเตรียมการแจ้งเตือนและจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือให้พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากสถานการณ์วิกฤติให้เร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ในทันที
จับตาสถานการณ์น้ำหลังอุตุคาดฝนหนักติด25-27 ก.ย.
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวม ว่า ไม่ควรประมาทต่อสถานการณ์น้ำท่วมเนื่องจากแม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงน้ำทะเลลงแต่จากพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่รายงานว่า ระหว่างช่วงวันที่ 25-27ก.ย.54 ร่องมรสุมจะยังคงพาดผ่านบริเวณประเทศไทยตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามประกอบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ซึ่งจะทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่รวมถึงอาจจะมีผลต่อเนื่องไปตลอดเดือนตุลาคม 2554จึงต้องติดตามสถานการณ์เพื่อเฝ้าระวังและวางแผนบริหารจัดการน้ำได้อย่างทันท่วงที
ปทุมธานี-ชาวชุมชนเย็นฉ่ำ จมน้ำมานานกว่าเดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ซอยต้นตาล ชุมชนเย็นฉ่ำ ม.18 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายอรรถพร สังข์ใจ สมาชิกสภาจังหวัดปทุมธานี เขต อ.ลำลูกกา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองคูคต ได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานคนเดินชั่วคราว ภายในซอยต้นตาล ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนกว่า 100 หลังคาเรือน โดยขณะนี้ได้ถูกน้ำจากคลองซอยที่สอง ที่รับน้ำมาจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ในเขต อ.ธัญบุรี และน้ำจากคลองสามวา เอ่อล้มเข้าท่วมขังในพื้นที่สูงกว่า 1 เมตร
นายเพลิน กันแย้ม อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/1 ม.18 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้ถูกน้ำท่วมขังมาตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ก็นานกว่า 1 เดือนแล้ว ที่ผ่านมาทุกปีก็ถูกน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ แต่ปีนี้น้ำมาไว และน้ำท่วมเยอะมากกว่าทุกปี ซึ่งข้าวของเครื่องใช้บางส่วนก็เก็บขึ้นที่สูงได้ทัน บางส่วนก็เก็บไม่ทัน ต้องปล่อยให้เสียหายไป ทั้งนี้พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ติด กทม.ต้องรับน้ำจากคลองรังสิต และคลองสามวา เมื่อทาง กทม.ไม่ยอมเปิดประตูระบายน้ำ ก็จะทำให้น้ำไม่มีที่ระบายออกไปจนต้องท่วมขังอยู่แบบนี้ ซึ่งก็อยากให้ทาง กทม.ช่วยเหลือกันบ้างช่วยระบายน้ำออกไปบ้าง
นายอรรถพร สังข์ใจ สมาชิกสภาจังหวัดปทุมธานี เขต อ.ลำลูกกา กล่าวว่า ปีนี้น้ำมาก และมาไวกว่าทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่ในเขต ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นั้นติดกับเขตดอนเมือง และเขตสายไหม ของ กทม.โดยเฉพาะบริเวณนี้ ต้องรับน้ำที่มาจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ และคลองสามวา ของ กทม.ทำให้น้ำท่วมขังสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ยิ่งปีนี้ ทาง กทม.ไม่เปิดประตูระบายน้ำยิ่งทำให้สถานการณ์หนักขึ้นกว่าทุกปี โดยทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และทางเทศบาลเมืองคูคต ก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือทั้งแจกจ่ายข้าวสาร อาหารแห้ง และทำสะพานคนเดินชั่วคราวให้ประชาชนใช้สัญจรเข้าออกได้สะดวกขึ้น แต่ถ้ามีฝนตกลงมามากหรือน้ำเพิ่มระดับขึ้นมากกว่านี้ชาวบ้านย่านนี้คงลำบากอย่างแน่นอน
สุดรันทดแม่เฒ่า 70 ใช้กระบะผสมปูนเป็นเรือพายรับส่งลูกแทนเรือ
ทางด้านอ่างทอง สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอ่างทองประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนอีกหลายพื้นที่บางพื้นที่ความช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะนางประนอม คุมมงคล อายุ 70ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 ม.10 ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทองที่เดือดร้อนยังไม่ได้รับความช่วยเหลือในการแจกเรือจึงต้องใช้กระบะผสมปูนพายแทนเรือ เข้าออกจากบ้านนานเกือบเดือน
นางประนอม กล่าวว่า ตนอยู่กับลูกสาวเพียงลำพัง 2 คน กับหมา 1 ตัวน้ำได้เข้าท่วมบ้านของตนตั้งแต่เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาน้ำท่วมถึงพื้นบ้านต้องกลางคืนก็ต้องหาไม้มาหนุนทำที่นอน 2 คนกับลูกและหมาอีก 1 ตัว นอนขดรวมอยู่ด้วยกัน แต่ที่ลำบากมากในทุก ๆ วันตนต้องพายกระบะผสมปูนเพื่อมารับ-ส่งลูกสาวไปทำงานโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงที่น้ำท่วมแรก ๆ ตนได้ติดต่อประสานไปยัง อบต.บ้านอิฐแล้วเพื่อจะทำการขอรับความช่วยเหลือในเรื่องของเรือ แต่ทาง อบต.แจ้งว่าเรือไม่พอ ซึ่งตนก็ไม่ว่าอะไร
ประนอม กล่าวต่อไปว่าตนจึงต้องนำกระบะผสมปูนมาใช้พายแทนเรือ ก็ยังดีกว่าการต้องลอยคอว่ายน้ำ ซึ่งในแต่ละวันต้องเข้าออกบ้านวันละหลายรอบไหนจะต้องพายออกมารับส่งลูกสาว และต้องออกมารับของที่เขาเอามาแจกอีกวันละ2 รอบ เอาอาหารมาให้สุนัข ตนลำบากและเครียดมาก เนื่องจากน้ำยังท่วมสูงถึงพื้นบ้าน กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ ยุงเยอะ ลุยน้ำที่เน่าเป็นประจำน้ำก็กัดเท้า ประกอบกับตนก็เป็นโรคความดันและโรคไมเกรนอีกด้วย



