ข่าว

'ปู'ควง'มาร์ค'รวมพลังต้านคอรัปชั่น

'ปู'ควง'มาร์ค'รวมพลังต้านคอรัปชั่น

25 ก.ย. 2554

"ปู" ควง "มาร์ค" รวมพลังต่อต้านคอรัปชั่น พร้อมยืนไว้อาลัย "ดุสิต นนทะนาคร" ผู้ล่วงลับ เปิดผลสำรวจความนิยม "ยิ่งลักษณ์" แซง "อภิสิทธิ์"ขาดกระจุย "อธิบดีมก.สารนิเทศ กต."เผยข่าวรบ.เขมรเตรียมช่วย"วีระ-ราตรี"พ้นคุกกัมพูชา

              เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่  25 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานรวมพลังรณรงค์ "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นโดยภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน  ภาคการเมือง  ภาคประชาชน เยาวชน และสื่อมวลชนทุกแขนง ได้ร่วมกันแสดงพลังต่อต้านคอร์รัปชั่นรวมถึงตระหนัก และเข้าใจถึงผลร้ายของการคอร์รัปชั่น โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยบรรยากาศภายในงานประชาชนพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อยื้ดต่อต้านคอร์รัปชั่น และได้ร่วมกันยืนไว้อาลัยให้กับนายดุสิต นนทะนาคร อดีตประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ผู้ริเริ่มโครงการด้วย 

                  ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวนำคำปฏิญาณต่อต้านคอร์รัปชั่น พร้อมกล่าวด้วยว่า ทุจริตคอรัปชั่นเสมือนเป็นโรคร้าย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดพลังธรรมาภิบาลในการต่อต้านคอรัปชั่น ทั้งนี้รัฐบาล ประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้าน และทุกภาคส่วนพร้อมแสดงพลัง และเจตนารมย์ในการสร้างค่านิยมของความซื่อสัตย์สุจริต คุ้มกันจิตใจในการต่อต้านคอร์รัปชั่น

                 จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมเดินขบวนรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นไปตามถนนสีลม พร้อมทั้งชูธงชาติไทยรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นอีกด้วย 

                  อย่างไรก็ในระหว่างการร่วมงานตามนายอภิสิทธิ์ ได้ใช้โอกาสนี้ฝากให้ นายกรัฐมนตรี ดูแลปัญหาน้ำท่วมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะเรื่องเงินประกันรายได้ให้เกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรที่ไม่มีผลผลิตเข้าร่วมโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล อีกทั้งบางส่วนยังไม่ได้รับเงินเชยค่าเสียผลผลิตจำนวน 2,200 บาท/ไร่ ทั้งนี้ตนและพรรคประชาธิปัตย์ของเรียกร้องให้นายกฯ และรัฐบาลทบทวนการปฎิเสธการจ่ายเงินส่วนต่างในโครงการประกันรายได้ ให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว โดยรัฐบาลอาจจะปรับเปลี่ยนการดำเนินการงานได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด


"เอแบคโพลล์"เปิดผลสำรวจความนิยม"ยิ่งลักษณ์"แซง"อภิสิทธิ์"ขาดกระจุย



               วิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เปรียบเทียบความนิยมศรัทธาของสาธารณชนต่อ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน  17 จังหวัดของประเทศ

              ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ  เรื่อง เปรียบเทียบความนิยมศรัทธาของสาธารณชนต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี น่าน เชียงราย เชียงใหม่ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ เลย สกลนคร อุดรธานี นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ยะลา และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 4,028 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 - 24 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า

                 ประชาชนที่ถูกศึกษาร้อยละ 48.5 ไม่นิยมใครเลย ในขณะที่ร้อยละ 38.6 นิยมศรัทธาต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 12.9 นิยมศรัทธาต่อนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ

                  เมื่อจำแนกตามเพศ พบความแตกต่างเล็กน้อยโดยผู้ชายร้อยละ 39.7 ผู้หญิงร้อยละ 37.5 นิยมนางสาวยิ่งลักษณ์ ในขณะที่ ผู้ชายร้อยละ 12.8 และผู้หญิงร้อยละ 13.1 นิยมนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ แต่ร้อยละ 47.5 ของผู้ชายและร้อยละ 49.4 ของผู้หญิงไม่นิยมใครเลย

                 เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบความแตกต่างอย่างชัดเจนในกลุ่มคนที่นิยมนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยกลุ่มคนที่มีช่วงอายุ 40 - 49 ปี    ร้อยละ 43.0 และกลุ่มคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 43.3 นิยมนางสาวยิ่งลักษณ์ มากกว่ากลุ่มคนอายุระหว่าง 20 - 29 ปีร้อยละ 33.9 ที่นิยมนางสาวยิ่งลักษณ์

                 ที่น่าพิจารณาคือ ในกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปีกว่าร้อยละ 50 ไม่นิยมใครเลย คือ ร้อยละ 52.7 ของกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 50.8 ของคนที่อายุ 20 - 29 ปี และร้อยละ 51.6 ของคนที่อายุ 30 - 39 ปี ไม่นิยมศรัทธาใครเลย

                  เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า คนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีจำนวนคนที่นิยมชอบนางสาวยิ่งลักษณ์มากกว่ากลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี โดยร้อยละ 39.7 ของคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีนิยมศรัทธานางสาวยิ่งลักษณ์ ในขณะที่ร้อยละ 32.6 ของคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีนิยมศรัทธานางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร แต่เกือบครึ่งของทุกกลุ่มการศึกษาคือ ร้อยละ 48.8 ของคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 47.2 ของคนปริญญาตรี และร้อยละ 48.5 ของคนที่สูงกว่าปริญญาตรีไม่นิยมศรัทธาใครเลย

                  ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า กลุ่มเกษตรกร ร้อยละ 43.0 พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 42.2 และกลุ่มคนว่างงานไม่มีอาชีพ ร้อยละ 43.1 เป็นกลุ่มที่นิยมศรัทธานางสาวยิ่งลักษณ์มากที่สุด ในขณะที่กลุ่มนักเรียน/นักศึกษากลายเป็นกลุ่มที่มีคนนิยมศรัทธาต่อนางสาวยิ่งลักษณ์น้อยที่สุดคือร้อยละ 28.7 เท่านั้น ในขณะที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.0 ของกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาไม่นิยมศรัทธาใครเลย และที่น่าพิจารณาคือ ในกลุ่มข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 39.2  นิยมนางสาวยิ่งลักษณ์ ร้อยละ 16.7 นิยมนายอภิสิทธิ์ แต่ร้อยละ 44.1 ไม่นิยมใครเลย และที่น่าเป็นห่วงเช่นกันคือ กลุ่มอาชีพค้าขายและธุรกิจส่วนตัวเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.0 ไม่นิยมศรัทธาใครเลย

                 อย่างไรก็ตาม หลังจำแนกตามเขตที่พักอาศัย พบความแตกต่างชัดเจนระหว่างคนในเขตเทศบาลกับนอกเขตเทศบาล โดยร้อยละ 43.2 ของคนนอกเขตเทศบาล และร้อยละ 32.2 ของคนในเขตเทศบาล นิยมศรัทธานางสาวยิ่งลักษณ์ ในขณะที่ร้อยละ 52.9 ของคนในเขตเทศบาลและร้อยละ 45.1 ของคนนอกเขตเทศบาลที่ไม่นิยมศรัทธาใครเลย สำหรับกลุ่มคนที่นิยมศรัทธานายอภิสิทธิ์อยู่ในเขตเทศบาล ร้อยละ 14.9 และนอกเขตเทศบาลร้อยละ 11.7 ตามลำดับ

                  ดร.นพดล กล่าวว่า ค่าคะแนนนิยมศรัทธาของสาธารณชนต่อนางสาวยิ่งลักษณ์โดยภาพรวมทั้งประเทศเกือบร้อยละ 40 นั้นตกอยู่ในโซน C หมายความว่า คะแนนนิยมศรัทธาต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ยังเพียงพอในการทำงานแต่จะมีแรงเสียดทานมาก ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมไม่สนับสนุนเธอ ก็จะยิ่งซ้ำเติมความยากลำบากในการคงอยู่ของสถานะความเป็นผู้นำประเทศนี้ไปอีก ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเป็นนักธุรกิจของนายกรัฐมนตรี เพราะโดยปกติกลุ่มนักธุรกิจมักจะอยู่เบื้องหลังและคอยกดดันผู้นำประเทศให้ออกนโยบายสนองตอบต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของพวกเขา แต่เมื่อนักธุรกิจมาเป็นผู้นำประเทศเสียเองจึงถูกตั้งคำถามจากประชาชนได้ง่ายว่า กำลังเป็นทั้ง ฝ่ายต้องการหรือ Demand และ ฝ่ายตอบสนอง หรือ Supply ในตัวคนเดียวกันหรือไม่ จึงมีปัญหาที่เป็นความเคลือบแคลงสงสัยหรือที่เรียกว่า มีปัญหาด้าน Accountability หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในสายตาประชาชนทั่วไปนายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้มีความรวดเร็วฉับไวสูงตามสไตล์ของนักธุรกิจหรือที่เรียกว่ามี Responsiveness สูงต่อการลำดับความสำคัญของปัญหาเดือดร้อนในหมู่ประชาชน

              ดร.นพดล กล่าวต่อว่า สังคมที่มีลักษณะเช่นนี้ก็จะทำให้คนเก่งที่เป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จสูงไม่อยากทำงานทางการเมืองเพื่อใช้ความสามารถทำงานให้กับสาธารณชน สังคมที่มีความระแวงระวังแบบนี้จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่เป็นนักการเมืองอาชีพแต่ไม่มีความสามารถด้านการบริหารจัดการเพียงพอเข้ามาทำงานและตกอยู่ภายใต้การครอบงำของ “อคติแห่งนครา” ที่ถูกกดดันให้ออกนโยบายสาธารณะเพื่อผลประโยชน์ของคนชนชั้นนำ ผลที่ตามมาคือ ประชาชนทั่วๆ ไปตกอยู่ในสภาวะท่ามกลางเขาควาย (Dilemma) ที่อยากได้คนเก่งแต่ก็มีเรื่องเคลือบแคลงสงสัย หันไปหาคนดีแต่ก็ไม่มีความสามารถตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มนายทุนเฉพาะกลุ่ม

              “ทางออกมีอย่างน้อยสองทางคือ ที่ดีที่สุดได้แก่ นายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงให้เห็นกันชัดๆ ว่า “ไม่ได้” รับผลประโยชน์ใดๆ เลยจากนโยบายสาธารณะที่ถูกมองว่านโยบายของรัฐบาลไปเอื้อต่อกลุ่มธุรกิจของตนเอง การออกนโยบายสาธารณะแต่ละครั้งมีหลักเกณฑ์และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นอิสระร่วมพิจารณาอย่างโปร่งใส ในขณะที่ทางออกอันดับรองลงมาคือ มุ่งมั่นทำงานหนักเพื่อสาธารณชน ส่วนความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นก็ชี้แจงถึงความไม่เกี่ยวข้องแยกส่วนกันออกไป และดำรงตนอยู่ในความโปร่งใส มีเหตุมีผลในการชี้แจงให้เกิดความกระจ่างและความชอบธรรมในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศและประชาชนทุกคน พื้นที่ไหนตกระกำลำบากก็แสดงความเป็นผู้นำลงพื้นที่โดยไม่เลือกสี ไม่เลือกปฏิบัติแต่แสดงความรักความห่วงใยต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม” ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว

              จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.5 เป็นชาย ร้อยละ 51.5 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 5.0 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.5 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 20.1 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 20.0 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 33.4 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 70.9 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 23.9 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 34.8 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.4 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.2 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.4 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 6.5 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.0 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ 




"อธิบดีมก.สารนิเทศ กต."เผยข่าวรบ.เขมรเตรียมช่วย"วีระ-ราตรี"พ้นคุกกัมพูชา



              นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงข่าวที่ว่ากัมพูชากำลังพิจารณาลดโทษให้นักโทษไทย ซึ่งรวมถึงนายวีระสมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ว่า ข่าวดังกล่าวที่ออกมาเป็นรายงานข่าวจากการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เดินทางไปเยือนกัมพูชา ซึ่งข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ายินดีหากฝ่ายกัมพูชาจะพิจารณาในแนวทางในการช่วยเหลือทั้งสองคน รวมถึงคนไทยอื่นๆที่ยังติดคุกอยู่ในประเทศกัมพูชา

                  เรื่องนี้เป็นไปตามที่ได้มีการหารือกันระหว่างการเดินทางเยือนประเทศกัมพูชาของนายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่าจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการหาทางช่วยเหลือคนไทยดังกล่าว ส่วนเรื่องรายละเอียดนั้นคงต้องรอฟังผลการพิจารณาของฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการต่อไป โดยเราคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะพิจารณาเรื่องนี้โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

 

ยธ.เตรียมขอโอนตัวนักโทษไทย-กัมพูชาช่วย"วีระ-ราตรี"



                  มีรายงานจากกรมราชทัณฑ์ ถึงการให้ความช่วยเหลือ นายวีระ และนางสาวราตรี ที่ต้องขังในกัมพูชา กลับประเทศว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียก พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ว่าที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เข้าหารือ ถึงข้อกฎหมาย โอนตัวนักโทษระหว่างไทย-กัมพูชา ในรูปแบบการโอนตัว ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนนักโทษ ซึ่งเป็นไปตามความตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษา และความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา  นักโทษที่จะได้รับการโอนตัว จะต้องกลับไปรับโทษจำคุกที่เหลือให้ครบตามคำพิพากษาในประเทศตน ไม่ใช่การปล่อยตัวเป็นอิสระ 

                  สำหรับวิธีการโอนนักโทษมีหลักเกณฑ์ คือ 1.จะต้องมีสนธิสัญญาระหว่างกัน เรื่องความร่วมมือในการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาคดีอาญา  2.จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้โอนและประเทศผู้รับโอน รวมถึงตัวนักโทษ  3.ความผิดที่นักโทษได้รับโทษ ต้องเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายของประเทศผู้รับโอน  4.ต้องไม่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญาในความผิดอื่น หรืออยู่ระหว่างการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ในประเทศผู้โอน

                  5.การโอนนักโทษจะทำให้เกิดผลดีหรือเป็นประโยชน์แก่นักโทษผู้นั้น  6.จะต้องพิจารณาว่ามีผลกระทบต่อปัญหาอาชญากรรม และความรู้สึกของประชาชนทั้งสองประเทศเพียงใดหรือไม่  อย่างไรก็ตาม การดำเนินการโอนตัวนักโทษ เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาโอนนักโทษ ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน



สื่อเทศรายงานบอลระหว่างคนเสื้อแดงกับกัมพูชา


                  สำนักข่าว AP รายงานว่า  ไทยและกัมพูชา พยายามทิ้งเรื่องความสัมพันธ์ที่บาดหมางกันเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยการส่งนักการเมืองคนสำคัญของทั้งสองประเทศ ไปร่วมการแข่งขัน "ฟุตบอลเพื่อการทูต" ที่กรุงพนมเปญ ของกัมพูชา  โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่เริ่มขึ้นใหม่และใกล้ชิดกว่าเดิม หลังไม่กี่เดือนก่อน ทั้งสองฝ่ายยิงปะทะกันอย่างหนักหน่วงบริเวณชายแดน เนื่องมาจากข้อพิพาทเรื่องดินแดน

                  ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ได้รับการปรับปรุง นับตั้งแต่ไทยได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ทั้งคู่เพิ่งเดินทางไปกรุงพนมเปญ  ผู้นำกัมพูชา กล่าวก่อนการแข่งขันฟุตบอลจะเปิดฉากขึ้นว่า ฝันร้ายเมื่อ 2-3 ปี-ก่อน สิ้นสุดลงแล้ว

                  AP รายงานด้วยว่า คนเสื้อแดงหลายพันคน พากันข้ามไปยังฝั่งกัมพูชา เพื่อร่วมเชียร์ทีมของตนเอง ที่พ่ายแพ้ต่อฝ่ายกัมพูชา 7-10 ประตู ขณะที่หนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งของไทย เช้านี้ ต่างพาดหัวและมีภาพการแข่งขันเมื่อวานเช่นกันโดยพุ่งเป้าไปที่เรื่องการแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างกัน เพื่อช่วยเหลือนายวีระ และนางสาวราตรี