ข่าว

ฝ่ายธรรมยุตปัดสอบ'พระเกษม'โยนเป็นหน้าที่กฏหมาย

ฝ่ายธรรมยุตปัดสอบ'พระเกษม'โยนเป็นหน้าที่กฏหมาย

24 ก.ย. 2554

เจ้าคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต จ.เพชรบูรณ์ ส่ายหน้าปัดสอบสวน 'พระเกษม' ยกให้เป็นหน้าที่ของกฏหมายบ้านเมืองตัดสิน

          24 ก.ย.54 บรรยากาศ ภายในสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ยังมีญาติโยมและลูกษ์ลูกหาของพระเกษมเดินทางมาร่วมปฏิบัติหนาตาเพราะเป็นวันหยุดที่โรงทานมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเข้ามาร่วมปฏิบัติธรรม และวันนี้ การเทศของพระเกษม ยังค้อนแคะถึง "หนอม" หมายถึงเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์(ธ)ที่ไม่ยอมลงมาสอบสวนตนเอง ส่งสัยมัวไปร่วมปลุกเสกเป่าเหรียญอยู่ที่ไหน ให้ลงมาสอบสวนเพื่อแก้ไขปัญหาและเอาความผิดที่ตนเองได้กระทำไม่ได้ท้านะให้ลงมาได้เลยรออยู่

          หลวงปู่พิมพา จาคจิตโต เจ้าคณะตำบล ที่จำพรรษาอย่ที่วัดดงคล้อ กล่าวว่า อาตมาหมดปัญญาแล้วที่จะเข้าไปดำเนินใดๆกับพระเกษม เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ป่าสามแยก และยังไม่มีคำสั่งใดๆลงมาจากเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์ ฝ่ายธรรมยุต จะให้อาตมาเข้าไปบอกกล่าวหรือประการใดๆนั้นอาตมาทำไม่ได้แน่ เพราะเคยเข้าไปถูกพระเกษมตอกหน้าหงายมาแล้ว

          ดังนั้นจึงมอบให้ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาดำเนินการเอง ขนาดมีหนังสือแจ้งมาให้ออกจากสำนักสงฆ์ ท่านก็ไม่ยอมไป และให้สึกท่านก็ไม่ยอมสึก ทั้งทุกวงการของสงฆ์และรวมถึงจังหวัดก็ไม่ได้ทำอะไร คราวนี้พระเกษมเล่นบทหนักขึ้นมาอีกรอบ อาตมาเองก็มีความหนักใจเพราะการกระทำของพระเกษมนั้น ทำให้สั่นครอนไปในวงการสงฆ์

          ดังนั้นเป็นหน้าที่ของทางสำนักจังหวัดต้องลงมาหรือไม่ก็สั่งการให้เป็นลายลักษณ์อักษรและมอบหมายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาสอบสวน และเป็นผู้ยื่นหนังสือเพื่อแจ้งให้พระเกษมทราบเองเถิดอาตมาขอถอย

          หลวงปู่เหลิม ธมมธโร อดีตเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ป่าสามแยก กล่าวว่า การกระทำที่พระเกษมได้กระทำการนั้น รู้สึกมีความเสียใจเป็นครั้งสองแล้วก่อนอาตมาจะออกจากสำนักฆ์ป่าสามแยก ได้มอบงานและมอบหน้าที่ให้ดูแลสำนักศงห์และป่าอย่าไปก้าวร้าวและกระทำการใดๆ ในเบื้องต้นพระเกษมก็รับปาก

          หลังจากมาทราบว่าได้ปฏิบัติการครั้งที่สองมีความเสียใจ เพราะในอดีตที่มาผ่านมานั้น อาตมาเองนี้แหละที่ยกโทษให้เพราะเห็นว่าพระเกษมนั้นเป็นศิษย์เดียวกัน เพราะหลวงตามหาบัว เป็นผู้แนะนำทางสอนเมื่อต้นปี 2537 เห็นพระเกษมจำพรรษาอย่ที่วัดยางทองแล้วเกิดความสงสารจึงได้อนุมัติ

          เมื่อพระเกษมมาขออยู่ด้วยเพื่อช่วยกันดูแลผืนป่าที่ทางสำนักสงฆ์สามแยกได้ทำการปลูกป่าที่ได้ มาจากฝ่ายสงฆ์วัดบ้านตาดและได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิชัยพัฒนาโดย พระเทพได้เสด็จมามอบเงินจำนวนสองล้านห้าแสนบาท เพื่อซื้อที่ดินจากชาวบ้าน เพื่อป้องกันการรุกป่า แต่ปีนั้นหลังจากพระเกษมมาจำพรรษาอยู่ได้ไม่นานได้มีการแผงฤทธิและด่าทอหลวงตามหาบัว ทั้งที่เป็นอาจารย์ และทางคณะสงฆ์วัดบ้านตาดได้เรียกประชุมพระผู้ใหญ่ ผลมติให้พระเกษมออกจากวัดไป แต่อาตมาได้ขอร้องให้พระเกษมแก้ตัวและขอขมาต่อหลวงตามหาบัว

          เพราะในช่วงนั้นสงสารหากขับออกก็อย่ในระหว่างกลางพรรษา และข้อสำคัญ พระเกษม ก็มีโยมแม่ติดตามมาด้วยจึงอภัยให้ และเมื่อต้นปี 2548 อาตามเองก็ได้กลับคืนสู่สำนักสงฆ์ภูแปก อ.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ. เลย เพราะญาติโยมมานิมนต์กลับสำนักเดิมเพื่อไปจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ภูแปกและได้มอบหมายให้พระเกษมเป็นผู้ดูแลสำนักป่าสามแยกแทน

          และหลังจากนั้นก็ห่างเหินไม่ได้มาที่สำนักสงฆ์ป่าสามแยกอีกและต่อมาทราบข่าวการกระทำของพระเกษม ก็มีความรู้สึกว่ามีความเสียใจเป็นอย่างมาก และจะบอกกล่าวพระเกษมนั้นคงยากจึงปล่อย แต่ยอมรับว่าเสียใจที่พระเกษมทำอะไรลงไปและไม่สามารถที่จะบอกเตือนได้ แล้ว หลวงปู่เหลิม กล่าว

          นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีพระเกษม อาจิณฺณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว แสดงอาการไม่สำรวมเผยแพร่ผ่านคลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ยูทูปว่า ต้องแยกประเด็นกันระหว่างการที่พระรูปนี้ต้องการชักชวนให้คนมานับถือพระไตรปิฎก กับภาพแสดงอาการไม่สำรวมที่ปรากฎทางสื่อสาธารณะ แม้จะเป็นข้ออ้างว่าเป็นกุศโลบายอย่างไงก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมคำว่าวินัยสงฆ์และพระต้องมีความสำรวม โดยเฉพาะสังคมไทยการใช้เท้าและใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งไม่นิยมกระทำ โดยสรุปก็คือพฤติกรรมแบบนี้ไม่มีความเหมาะสม

          นายวิศัลย์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่คณะสงฆ์ออกมาชี้ว่าเป็นโทษสถานเบาแค่ว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น ตรงนี้คงไม่ก้าวล้วงในความเห็นของคณะสงฆ์ แต่น่าจะเอาภาพรวมของเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนหรือการเรียนรู้ทางสังคม เข้าทำนองพลิกวิกฤตเป็นโอกาสพร้อมส่งสัญญาณไปยังพระภิกษุรูปอื่นๆถึงการประพฤติปฎิบัติที่ไม่เหมาะสม ซึ่งคงต้องถูกต่อต้านจากสังคม

          รองประธานสภาวัฒนธรรม จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ในสังคมไม่ใช่มีแค่เรื่องผิดกฎหมายหรือผิดกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบรรทัดฐานของสังคมเรื่องจารีตประเพณีเป็นตัวกำหนด เหตุการณ์นี้ก็เช่นเดียวกันแม้ระเบียบหรือวินัยสงฆ์จะลงโทษขั้นรุนแรงไม่ได้ แต่พฤติกรรมแบบนี้สามารถควบคุมได้โดยสังคม

          "ส่วนกระแสเวลานี้ก็ต้องบอกว่าพระก็คือคนและคนก็มีทั้งคนดีและไม่ดี พระที่เสพเมถุนมีสีกาหรือโกงเงินวัดก็มีเยอะแยะ และกรณีนี้หากไปเปรียบเทียบกับกรณีแรกก็ยังเบากว่ามาก  ส่วนจำเป็นที่จะต้องทำความเข้ากับสังคมหรือไม่นั้นตรงนี้ไม่น่าห่วง เพราะหลังคลิปวีดีโอถูกเผยแพร่มีแต่เสียงต่อต้านคัดค้านเต็มไปหมด แต่หากมีเสียงหรือกระแสชื่นชมพฤติกรรมแบบนี้ อันนี้สิคงต้องทำการบ้านกันอย่างหนัก" นายวิศัลย์ กล่าว