'พท.'โชว์เฮาท์ซิ่งชี้กล่องครอบกล้อง
'เพื่อไทย'โชว์เฮาท์ซิ่งเชื่อเป็นกล่องครอบกล้องที่กทม.ใช้ แขวะฝ่ายค้านหยุดเล่นวาทกรรมทางการเมือง 6 เดือน - 1 ปี ประชาชนจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐอื้อ
24 ก.ย.54 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวีของกทม.โดยนำเฮาท์ซิ่งหรือกล่องครอบกล้อง รวมทั้งสไลด์ภาพกล้องซีซีทีวีที่ถูกติดตั้งอยู่ในจุดต่างๆ ของกทม.มาประกอบการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ไปที่ตลาดคลองถมเพื่อซื้อเฮาท์ซิ่งหรือกล่องครอบกล้องที่วางขายมาในราคา 550 บาท ซึ่งคล้ายกับกล้องของกทม.ที่อ้างว่าเป็นกล้องดัมมี่ แต่เท่าที่ตนได้สังเกตดูนั้นพบว่า มีการนำแผ่นฟิล์มกรองแสงไปปิดที่หน้ากล้องด้วยจึงทำให้ไม่แน่ใจว่าภายในเฮาท์ซิ่งนั้นจะมีกล้องจริงอยู่ด้วยหรือไม่
ดังนั้น กล้องที่กทม.อ้างว่าเป็นกล้องดัมมี่นั้นจริงๆ แล้วน่าจะเป็นเฮาท์ซิ่งมากกว่า เพราะถ้าเป็นกล้องดัมมี่นั้นจะต้องเป็นกล้องจริง มีไฟกระพริบ และหมุนได้ เพียงแต่ถ่ายภาพไม่ได้เท่านั้น ทั้งนี้ พรรคได้แบ่งการตรวจสอบกรณีกล้องซีซีทีวีของกทม.ออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นสมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม. และช่วงที่ 2 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งเป็นผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน ที่ระบุว่ามีการติดตั้งกล้องครบ 1 หมื่นตัวแล้ว
นายจิรายุ กล่าวต่อว่า สำหรับบริษัทที่จัดซื้อกล้องมานั้นมีทั้งหมด 3 บริษัท โดยบริษัทแรก วงเงิน 775.8 ล้านบาท บริษัทที่ 2 วงเงิน 770.2 ล้านบาท และบริษัทที่ 3 วงเงิน 461.7 ล้านบาทนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่า มีกลุ่มๆ หนึ่งซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินรายหนึ่งให้กับพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัทหนึ่งอีกด้วย โดยบริษัทดังกล่าวบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ในเดือนพ.ย.2551จำนวน 5 แสนบาท และในเดือนก.พ. 2552 จำนวน 1 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่กทม.ประชาสัมพันธ์ว่าได้ติดตั้งกล้องครบ 1 หมื่นตัวแล้วนั้น เกิดคำถามขึ้นว่า ตกลงแล้วในจำนวนกล้อง 1 หมื่นตัวที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบุว่าติดตั้งครบแล้วนั้นมีกล้องหลอกอยู่ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบในเว็ปไซต์นั้นพบว่า ราคากล้องดัมมี่ที่ขายกันแพงที่สุดอยู่ที่ราคา 750 บาท และถ้าซื้อยกโหลราคาจะลดเหลือ 600 กว่าบาทอีกด้วย ขณะที่ในต่างประเทศก็ขายเพียงแค่ราคา 12 เหรียญเท่านั้น
แฉเงินส่วนต่างค่าไฟเบอร์ออฟติคร่วม 13 ล้าน
นายจิรายุ กล่าวว่า ขณะนี้ยังพบประเด็นว่าน่าจะมีการทุจริตหรือไม่เกี่ยวกับค่าไฟเบอร์ออฟติคอีกด้วยที่มีการประมูลราคากันอย่างน่าตกใจ โดยกทม.ได้อ้างมาตรฐานของการไฟฟ้านครหลวง ทั้งๆ ที่ราคาของการไฟฟ้านครหลวงที่เคยทำกับสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้นคิดราคาที่ 160 บาทต่อเมตร ดังนั้นเมื่อรวมแล้วน่าจะมีราคาเพียง 8 ล้านกว่าๆ แต่ของกทม.นั้นกลับคิดราคาถึง 400 บาทต่อเมตร ซึ่งเมื่อรวมแล้วเป็นเงินถึง 22 ล้านบาทเศษ ดังนั้นส่วนต่างจำนวน 13 ล้านบาทนั้นหายไปไหน นอกจากนี้ ยังส่อว่าอาจจะมีการฮั้วประมูลกันด้วย เนื่องจากมีผู้ประมูล 4 รายคือบริษัทเอ บริษัทเจ บริษัทเจ และบริษัทเค ใน 3 โครงการคือ1.โครงการติดตั้งซีซีทีวีเพื่อตรวจวัดและรายงานสภาพการจราจร งบประมาณ 127 ล้านบาท 2.โครงการติดตั้งซีซีทีวีเพื่อตรวจสอบและสั่งการแก้ไขปัญหาจราจร งบประมาณ 175 ล้านบาท และ3.โครงการติดตั้งซีซีทีวีเพิ่มประสิทธิภาพความมั่นคงถนนสายหลักและส่งเสริมการท่องเที่ยว งบประมาณ 198 ล้านบาทนั้น มีเพียง 4 บริษัทข้างต้นที่มารับเอกสารการประมูลเหมือนนัดกันมา ทั้งๆ ที่ในท้องตลาดมีบริษัทมากกว่า 200 บริษัท
“เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 52 มีการประกาศประกวดราคาในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเคาะราคาวันเดียวกันและสถานที่เดียวกันคือวันที่ 13 ม.ค. 53 รวมทั้งเวลาในการประมูล 3 โครงการนั้นใช้เวลาเพียงโครงการละ 10 นาที ก่อนที่จะเสนอขออนุมัติจ้างวันเดียวกันคือวันที่ 19 ม.ค. 53 อีกด้วย ทั้งนี้ ในโครงการที่ 1 นั้นมีการลดราคาจากราคากลางเพียงแค่ 2 แสนบาท ทั้งๆ ที่โครงการระดับร้อยล้านนั้นต้องลดราคาจากราคากลางลงมาเป็นล้านบาท ส่วนโครงการที่ 2 ก็ลดจากราคากลางเพียง 2.5 แสนบาท และโครงการที่ 3 ลดจากราคากลาง 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เวลานี้กทม.พยายามเบี่ยงประเด็นกรณีของซีซีทีวีให้เป็นก้อนเดียวกัน แต่เรานอกจากตรวจสอบในสมัยของนายอภิรักษ์ที่เป็นก้อนที่ 1 แล้ว จะตรวจสอบม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ซึ่งเป็นก้อนที่ 2 ด้วย” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว
ยื่นข้อมูลดีเอสไอเพิ่มเติมบ่าย 25 ก.ย.นี้
นายจิรายุ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เกิดปัญหาในเรื่องระบบกระแสไฟฟ้า เพราะยังตกลงกันไม่ได้ว่ากล้องซีซีทีวีนั้นจะเก็บเงินค่าไฟจากใคร ดังนั้นเชื่อว่าไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นกล้องจริงแต่ไม่สามารถที่จะใช้งานได้ ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 ก.ย.นั้นตนจะไปยื่นข้อมูลเพิ่มเติมให้กับดีเอสไอด้วย ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติซ้อนเพื่อขอให้ตรวจสอบกล้องซีซีทีวีในภาคใต้ในการประชุมสภาฯ ในวันพุธและพฤหัสบดีหน้านั้น เป็นเพียงแค่การยื่นแก้เกี้ยว ซึ่งตนจะนำข้อมูลที่ยังไม่เคยเปิดเผยไปอภิปรายในสภาฯ ด้วย
ส.ส.กทม.พท.ปูดไอ้โม่งแอบเปลี่ยนเป็นกล้องจริงยามดึก
ด้านนายนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดที่มีการติดตั้งกล้องซีซีทีวีแล้วพบว่า หลายจุดที่ติดตั้งกล้องนั้นจะมีการติดแยกออกเป็น 2 กล้อง โดยกล้องหนึ่งนั้นเป็นกล้องจริง ขณะที่อีกกล้องหนึ่งน่าจะเป็นกล้องดัมมี่ เพราะมีการระบุนัมเบอร์ซีรีย์ที่ข้างกล้องอย่างชัดเจนโดยใช้อักษรตัว “ดี” นอกจากนี้ ในสำนักงานเขตที่อ้างว่ามีการลิงก์สัญญาณไปนั้นปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยคอนโทรลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ภาคกทม.พรรคเพื่อไทยได้กำชับให้ส.ก.และส.ข.ของพรรคทุกคนเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยว่ามีการติดตั้งกล้องจริงครบ 1 หมื่นตัวตามที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบุหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้พบว่ามีการแอบปีนขึ้นไปเปลี่ยนกล้องให้เป็นกล้องจริงในเวลากลางคืนด้วย
"พท."โวปชช.ได้รับประโยชน์จากรบ.อื้อ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์และการประชาสัมพันธ์ของพรรคถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่กำลังทยอยอออกมา รวมทั้งอยากเรียกร้องไปยังฝ่ายค้านด้วยว่า ขอให้หยุดเล่นวาทกรรมทางการเมืองประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีได้หรือไม่ โดยเฉพาะนโยบายลดภาษีบ้านหลังแรกของรัฐบาลที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะขณะนี้ฝ่ายค้านพยายามโยงทุกอย่างไปที่คนนามสกุลชินวัตร ดังนั้นหากรัฐบาลทำนโญบายอะไรออกมาแล้วไปเกี่ยวข้องก็คงจะลำบากทั้งๆ ที่นโยบายเหล่านั้นเป็นนโยบายที่ทำเพื่อคนทั้งประเทศ นอกจากนี้ บุคคลในฝ่ายค้านเองก็มีธุรกิจมากมายที่จะได้อานิสงส์ด้วยเช่นกัน ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ทำเพื่อคนทุกชนชั้น
นายจิรายุ กล่าวต่อว่า นโยบายลดภาษีบ้านหลังแรกและรถคันแรกของรัฐบาลนั้น คนที่ได้ประโยชน์ชัดเจนว่าเป็นคนตั้งแต่ระดับชนชั้นกลางลงมา ส่วนนโยบายเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทและนโยบายรับจำนำข้าวนั้นก็ทำเพื่อชนชั้นล่าง หรือแม้แต่กรรมกรซึ่งเป็นชนชั้นล่างก็ยังได้ประโยชน์จากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกนโยบายเป็นการยกระดับชีวิตให้กับประชาชน เป็นการทำนโยบายภาพรวมทั้งป่า ไม่ใช่แค่เพียงต้นไม้บางต้น สำหรับกรณีของบริษัทเอสซี แอสเซทนั้น ก็เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการรายหนึ่งเท่านั้น อย่ามองเป็นประเด็นการเมืองแล้วก็ออกมาขัดคอประชาชนที่จะได้ประโยชน์ หายใจลึกๆ มองดูการทำงานก่อน แล้วจากนั้นถ้าหากเกิดการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ก็ค่อยมาว่ากัน



