ข่าว

365 วันที่ผ่านมา

365 วันที่ผ่านมา

25 ก.ย. 2554

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : 365 วันที่ผ่านมา โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

       วันที่ 22 กันยายน 2553 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คม ชัด ลึก และเดอะเนชั่น ร่วมกันจัดกิจกรรมเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “วอลล์ สตรีท : มันนี่ เนฟเวอร์ สลีปส์” (Wall Street : Money Never Sleeps) ที่มีชื่อภาษาไทยว่า “เงินอำมหิต” ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ที่ได้นำเสนอบางเหลี่ยมบางมุมจากภาพยนตร์เรื่องนี้

       โดยเฉพาะความโดดเด่นของเนื้อหาที่ว่าด้วย “อัตตา การแข่งขัน การแย่งชิง และความโลภ” กับวลีที่ว่า “ความโลภเป็นสิ่งที่ดี” ของ “กอร์ดอน เกคโก้” นักการเงินชื่อดังที่ใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์จนถูกยัดเข้าคุก

       ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า หลังจาก “วอลล์ สตรีท” ที่โลดแล่นในจอภาพยนตร์เพื่อตีแผ่วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2008 ในการเปิดตัวรอบสื่อมวลชนผ่านไปครบ 365 วัน ค่ำคืนวันที่ 22 กันยายน 2554 กลายเป็นฝันร้ายในชีวิตจริง ที่ไม่ได้ถูกจำกัดในจอภาพยนตร์ของผู้คนบนถนนวอลล์

       เมื่อตลาดหุ้นนิวยอร์กถูกถล่มอีกครั้ง จนราคาหุ้นรูดไม่เป็นท่า หลังจากมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ของธนาคารกลางสหรัฐ ในการประชุมครั้งล่าสุด ไม่สามารถทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้

       และเพราะบางครั้งเราแยกไม่ออก ระหว่าง “โลกของความเป็นจริง” กับ “โลกของมายา” ทำให้คำถามแรกเกิดขึ้นในใจระหว่างนั่งมองการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นนิวยอร์กในค่ำคืนครบ 1 ปีของการดูหนังว่า ป่านนี้ “กอร์ดอน เกคโก้” จะขาดทุนย่อยยับไปปานใด เพราะทฤษฎี “ความโลภเป็นสิ่งที่ดี” น่าจะแผลงฤทธิ์ให้เห็น

       อีกฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้ ที่หวนนึกถึงคือ ในระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “กอร์ดอน เกคโก้” บอกว่า “สิ่งที่ชั่วร้ายที่สุด คือการเก็งกำไร” เขาพูดถึงภาวะฟองสบู่ที่เกิดจากการใช้จ่าย และแน่นอนว่า หลักใหญ่ใจความอยู่ที่ “การก่อหนี้ที่เกินความสามารถแห่งตนจะรับไว้” ฉากในหนังเมื่อ 1 ปีที่พ้นไป ทำให้คิดถึงชีวิตจริงในวันนี้กับมาตรการแบบไทยๆ ที่ “พูดแล้วต้องทำให้ได้” ทั้งรถคันแรก บ้านหลังแรก ที่ล้วนนำมาซึ่ง “หนี้ก้อนแรก” ทั้งนั้น

       หลักคิดสำหรับการใช้ชีวิตท่ามกลางวิกฤติ น่าจะเป็นการลดมาตรฐานการดำเนินชีวิตในแบบฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ยอมรับความลำบากที่มากขึ้น ยอมรับคุณภาพชีวิตที่ต่ำลง และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ปลอดหนี้ให้มากที่สุด

       มีประโยชน์อะไรที่เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ตัวเองในภาวะที่ความเสี่ยงอยู่รอบตัวไปหมด !!

       ส่วนเรื่องของการลงทุนนั้น ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ให้คำแนะนำว่า ภายใต้ความผันผวนของตลาดเฉกเช่นตอนนี้ มี 2 เรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้ลงทุน หนึ่งคือ การลงทุนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เงินก้อนไหน วัตถุประสงค์อะไร ลงทุนได้นานเพียงใด ต้องวางน้ำหนักไว้ให้สอดคล้องกัน และสองคือ การกระจายความเสี่ยงต้องมีความสมดุล อย่ากระจุกตัวในที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป

       ดร.สมจินต์ ยังแนะนำให้แบ่งการลงทุนออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่เน้น “สร้างความมั่งคั่ง” ใช้เวลาในการลงทุนระยะยาว 5-7 ปี ซึ่งจะเน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก สำหรับการเลือกลงทุนนั้น ให้พิจารณาจากมูลค่าหุ้น อัตราปันผล และการเติบโตของกำไร ขณะที่กลุ่มที่ 2 จะเน้น “การรักษาสภาพคล่อง”

       “การรักษาสภาพคล่อง ก็คือ ต้องให้มีเงินพอใช้ในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน แต่ถ้ามองจากความผันผวนของตลาดที่มีมากในขณะนี้ ก็อาจจะขยับการรักษาสภาพคล่องให้มีเงินพอใช้ในระยะเวลา 1 ปีหรือ 1 ปีกว่าๆ ก็อาจจะได้ โดยให้น้ำหนักกับกลุ่มนี้ประมาณ 10-20% ของพอร์ต ซึ่งในกลุ่มนี้จะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ที่มีสภาพคล่องง่ายๆ ถ้าดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น กลุ่มนี้ก็จะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น รวมทั้งหากตลาดหุ้นปรับตัวลดลงจนเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เงินก้อนนี้ก็สามารถเอาไปสร้างโอกาสในการลงทุนเพิ่มได้”

       ขณะที่กลุ่มสุดท้ายนั้น ดร.สมจินต์ บอกว่า เป็นกลุ่มที่อยู่ “ตรงกลาง” ผลตอบแทนกลางๆ และความเสี่ยงก็อยู่ในระดับกลางๆ โดยทั่วไปจะเป็นการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีอายุ 2-3 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะที่เป็นพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ แต่หากจะลงทุนก็ต้องเลือกให้ดี เพราะหลายๆ ประเทศมีความเสี่ยงด้านภาวะเศรษฐกิจที่มากขึ้น

        “ส่วนทองคำ ซึ่งกลายเป็นแหล่งลงทุนที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะเมื่อมองถึงปัจจัยเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ก็ควรให้น้ำหนักลงทุนในทองคำ แต่ไม่ควรเกิน 10-20% ของพอร์ต” ดร.สมจินต์ปิดท้าย

       ทั้งหลายทั้งปวงทำให้นึกถึง ศ.ดร.ศุภชัย พิศิษฐวานิช ประธานกรรมการ บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) พูดไว้ในงานเสวนาเรื่อง "เศรษฐกิจไทยในกระแสวิกฤตโลก" ตอนหนึ่งว่า ความเชื่อมโยงของโลกนับวันจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน การเคลื่อนย้ายของเงินทุนจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดความผันผวนที่รุนแรงและรวดเร็ว เกิดการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ ในตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งเมื่อทุกพื้นที่ของโลก รวมทั้งประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ การมองไปข้างหน้า รวมถึงการเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

       ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การมองไปข้างหน้านั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และต้องประเมินให้ถูกต้อง เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมืออย่างถูกต้อง

       นั่นเพราะนาทีนี้ “เงินอาจจะอำมหิต” กว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นได้ !!