
'ยุทธศักดิ์'ถก'ฮุน เซน'แก้ที่ทับซ้อน
ยุทธศักดิ์หารือชื่นมื่นฮุน เซน เร่งประชุมจีบีซี แก้ไขปัญหาทับซ้อน 17.3 ตร.กม.ตามศาลโลกสั่ง "ประยุทธ์"ลั่นเด้งทีมพระวิหาร"สุรพงษ์"ต้องรับผิดชอบ "ยิ่งลักษณ์"ปัดอีกจำไม่ได้ เด้ง "อัษฎาง" โบ้ย "สุรพงษ์" เปิดภูมิหลังบัณฑิตประธานเจบีซีคนใหม่
23ก.ย.2554พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าพบสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหารือกันประมาณ 1.20 ชั่วโมง โดยสมเด็จฮุน เซนต้องการให้มีการจัดการประชุมจีบีชีโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ได้ผลสรุปก่อนนำไปรายงานให้กับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ว่าทั้งสองประเทศได้ทำอะไรไปบ้าง โดยเฉพาะทั้งสองประเทศได้ยืนยันว่าจะมีการประชุมจีบีซีกัน
นอกจากนี้มีการหยิบยกถึงปัญหากรณีพิพาทพื้นที่ 17.3 ตารางกิโลเมตรตามที่ศาลยุติธรรมระบุ ไม่ใช่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรตามที่ได้พูดกัน ซึ่งได้เป็นไปตามกรอบของศาลโลก อะไรนอกเหนือจากนั้นจะให้ทางกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา เร่งให้ปรับกำลังให้เหมาะสม โดยอาจจะเปลี่ยนเป็นจากทหารมาเป็นตำรวจเข้าไปดูแลในพื้นที่ ทั้งนี้มติของศาลโลกกำหนดมาเราจะดำเนินการทุกเรื่อง
“ควรเลิกพูดกันได้แล้ว และพูดกันบ่อยสิ่งที่นายกรัฐมนตรีถูกโจมตีกรณีพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร จะหันมาพูดกันในประเด็นพื้นที่ 17.3 ตารางกิโลเมตร ตามที่ศาลโลกสั่ง แต่ศาลโลกไม่ได้สั่ง 4.6 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราจะพูดเรื่องแค่พื้นที่ 17.3 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ศาลโลกกำหนดจุด ทั้งนี้แนวทางที่จะสามารถทำได้ทั้งสองประเทศเพื่อให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆที่เกิดขึ้น โดยให้เลขาธิการของจีบีซี ทั้งสองประเทศมาดำเนินการรายละเอียดให้เกิดการประชุม จีบีซี ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้ศาลโลกพิจารณาว่าพื้นที่ของใครขึ้นอยู่กับศาลโลกไม่เกี่ยวกับสองประเทศ” พล.อ.ยุทธศักดิ์ระบุ
พล.อ.ยุทธศักดิ์ บอกด้วยว่า ตนได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน เรื่องการนิรโทษกรรมนายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ สองแกนนำคนไทยหัวใจรักชาติ รวมถึงนักโทษ 37 คน ที่ถูกควบคุมในเรือนจำของกัมพูชา และเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้เข้าพบสมเด็จ ฮุน เซน ได้หยิบประเด็นดังกล่าวมาหารือถึงการช่วยเหลือนักโทษทั้งหมด โดยให้ทางกระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงยุติธรรม ส่งเจ้าหน้าที่มาหารือแลกเปลี่ยนนักโทษกัน เพราะขณะนี้มีนักโทษกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยจำนวนเท่าใด ทั้งนี้เมื่อทั้งสองฝ่ายมาคุยเพื่อแลกเปลี่ยนนักโทษกันก็ยินดีทุกอย่าง โดยตนจะรับเรื่องนี้ไปรายงานให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบแนวความคิดของสมเด็จฮุน เซน
"ประยุทธ์"เตรียมข้อมูลถกจีบีซี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) กล่าวถึงการเตรียมข้อมูลให้พล.อ.ยุทธศักดิ์ ในการหารือของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( จีบีซี )ในช่วงเดือน พ.ย.ว่า ได้เตรียมมาตลอดตั้งแต่เป็นรัฐมนตรี และได้มีการเชิญส่วนที่เกี่ยวข้องมาหารือ ทั้งตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 โดยได้รวบรวมความเป็นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และแนวทางที่จะเกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการพูดคุยเจรจา เพื่อหากรอบในการนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พูดคุยกันหมดแล้ว เท่าที่ทราบการเดินทางของ รมว.กลาโหมไปประเทศกัมพูชา เป็นการไปพบปะพูดคุย แนะนำตัว และพูดคุยหารือในเรื่องต่างๆ ทั่วไป ในที่สุดก็ต้องกลับมาเตรียมการอีกครั้งว่า จะมีการเตรียมการประชุม จีบีซี อย่างไร ถ้ากัมพูชาพร้อมประชุม เรื่องทั้งหมดต้องหากรอบในที่ประชุม ครม. ว่าจะพูดจากันในเรื่องอะไรบ้าง
ลั่นเด้งทีมพระวิหาร'สุรพงษ์'ต้องรับผิดชอบ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศจะโยกย้าย 2 เอกอัครราชทูตที่ทำงานด้านกฎหมายในการต่อสู้คดีเขาพระวิหารในศาลโลกว่า เป็นเรื่องกระทรวงการต่างประเทศ ตนไม่อาจก้าวล่วง เพราะเป็นคนของกระทรวงการต่างประเทศ แต่การแก้ไขปัญหาต่างๆ เรามีหลักการ หลักฐาน และแนวทางในการปฏิบัติงาน คิดว่าหากมีการเปลี่ยนคน ก็สามารถหาคนที่สามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามว่า ทั้งสองคนมีความรู้ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาจะส่งผลกระทบความต่อเนืองในการแก้ไขปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รมว.ต่างประเทศต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นคนเปลี่ยน ส่วนเรื่องการทำงานที่ต่อเนื่อง เป็นเรื่องของระบบต้องว่ากันต่อไป อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็มุ่งหวังให้การแก้ไขปัญหาให้เรียบร้อยประเทศไม่เสียเปรียบ ทุกคนคิดตรงกัน
เมื่อถามว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วิจารณ์ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อถามว่า ประชาชนห่วงว่าเราะจะสูญเสียอธิปไตยเพราะนักการเมืองและนายทุนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องดูกันต่อไปว่าจะเสีย หรือไม่เสีย จะใช่หรือไม่ใช่ เป็นเรื่องของประชาชน ต้องดูคนที่รับผิดชอบ ทหารดูแลอธิปไตยตามแนวชายแดนตามนโยบายรัฐบาล และ รักษาเขตแดนตามที่เรามีปัจจุบัน
'ปู'ปัดอีกจำไม่ได้เด้ง'อัษฎาง'พ้นเจบีซี
เมื่อเวลา 16.00 น.ที่สยามสมาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสขาวที่กระทรวงการต่างประเทศจะปลดนายอัษฎา ชัยนาม ออกจากประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา(เจบีซี)ว่า "จำไม่ได้ ขอให้ไปถามนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศได้ไหม"
โฆษกรบ.ยันไม่เคยมีวาระปลดทีมเขาพระวิหารถกในครม.
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลสั่งปลดคณะทำงานเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ยืนยันไม่เคยมีเรื่องของการปลดคณะทำงานดังกล่าวพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เลย
"สุรเกียรติ์"แนะกต.ตั้งศาลจำลองซ้อมโต้แย้งคดีเขาพระวิหารให้รัดกุม
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวนายวีระชัย พลาศัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ออกจากทีมที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี)ว่า เรื่องดังกล่าวตนไม่สามารถก้าวล่วงได้ ขึ้นอยู่กับกระทรวงต่างประเทศ แต่ที่รู้คือมีผู้เชี่ยวชาญร่วมเสนอความเห็นโดยตลอด และเห็นว่าหากจะให้คณะทูตทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมก็น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะแต่ละคนถือเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการปักปันเขตแดน รวมถึงข้อกฎหมาย โดยแนะนำให้จัดตั้งเป็นศาลจำลองเพื่อซักซ้อมข้อโต้แย้งทางกฎหมายให้รัดกุม
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงต่างประเทศจะมีการโยกย้ายครั้งใหญ่นั้น ตนยังไม่ทราบ แต่มองว่าไม่ใช่การล้างบาง ขึ้นกับรมว.จะเป็นผู้พิจารณา ผู้บริหารย่อมมีสิทธิเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำงานเพื่อให้งานเดินหน้าได้ ทั้งนี้ มองว่าข้าราชการกระทรวงต่างประเทศไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองแต่ทำงานอย่างมืออาชีพ
เปิดภูมิหลัง“บัณฑิต”ประธานเจบีซีคนใหม่
มีรายงานว่า นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาคนใหม่ ถือเป็นผู้มีความรู้ ประสบการณ์และเป็นที่รู้จักในวงการทูตอย่างกว้างขวาง จบการศึกษาระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 36 จบหลักสูตรนักบริหารระดับสูง รุ่น 12 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จบหลักสูตรบทบาทของกรรมการรัฐวิสาหกิจกับการสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานของสำนักป้องกันการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจและธุรกิจเอกชน โดยนายบัณฑิตได้ตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย เป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 52 ก่อนหน้านี้ นายบัณฑิตได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย , เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ตำแหน่งราชการหลังเกษียณอายุแล้ว ได้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานพัฒนาระบบสนับสนุนงานบริหารบุคคลของกระทรวงการต่างประเทศ
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สมัยที่นายบัณฑิต ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ได้เคยทำงานร่วมกับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด ในหลายเรื่อง หากย้อนกลับไปขณะนั้นมีข่าวเกี่ยวกับทริปเยือนอินเดียของ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบไปเช้าเย็นกลับ โดยมีนายบัณฑิต เป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง ช่วยประสานนัดเวลากับทางการอินเดีย เพื่อเจรจาในทางลับ ทั้งนี้มี การตั้งข้อสังเกตว่า ได้มีการหารือเรื่องสัมปทานดาวเทียมของอินเดียด้วย
"ทั้งนี้ นายบัณฑิต ยังเป็นหนึ่งในคณะทำงานพิจารณาประมูลในโครงการ อี-พาสปอร์ต ในสมัยนายสุรเกียรติ์เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นอกจากนี้ ในเหตุการณ์เผาสถานทูตไทย ที่พนมเปญ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2546 นายบัณฑิต ได้มีบทบาทสำคัญในการเจรจากับทางการกัมพูชา เพื่อรักษาผลประโยชน์และคืนเงินชดเชยให้กับรัฐบาลไทยและเอกชนไทย" แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว



