ข่าว

เบอร์ลินทดลองรถไร้คนขับ

เบอร์ลินทดลองรถไร้คนขับ

24 ก.ย. 2554

เวิลด์วาไรตี้ : เบอร์ลินทดลองรถไร้คนขับ : โดย...วัจน พรหโมบล

          เมื่อเร็วๆ นี้ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ทีมวิจัยโครงการออโตโนมอสแห่ง เบอร์ลิน ฟรี ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่ได้ดัดแปลงรถยนต์โฟล์คสวาเกน พาสสาท ให้เป็นรถยนต์ที่มีความสมบูรณ์ในการสั่งการตนเอง และได้ทดลองวิ่งบนถนนจริงของกรุงเบอร์ลิน และผลที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับทีมงานเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่รถพาสสาทดัดแปลงคันนี้วิ่งไปตามท้องถนน ทีมงานที่นั่งหลังพวงมาลัยเพื่อคอยควบคุมเหตุฉุกเฉินนั้น ไม่ต้องใช้มือจับพวงมาลัยแม้แต่ครั้งเดียว

          รถคันนี้ใช้คอมพิวเตอร์ออนบอร์ดพลังสูงเพื่อรวบรวมข้อมูลและประมวลผล ก่อนสั่งการให้รถเคลื่อนที่ไปตามการจราจรอย่างถูกต้องแม่นยำ มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณไฟเขียว-แดง เครื่องรับสัญญาณจีพีเอสที่ทำงานควบคู่กับแผนที่ดิจิทัล ประกอบกับเซ็นเซอร์วัดระยะห่างจากรถคันอื่น กล้องวิดีโอ และเรดาร์ที่ใช้แสงเลเซอร์ เพื่อส่งข้อมูลสภาพแวดล้อมภายนอก เช่นรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินข้ามถนน และอุปสรรคต่างๆ ไปยังคอมพิวเตอร์ออนบอร์ดให้ "ตัดสินใจ" เหยียบคันเร่ง กดเบรก หรือหันพวงมาลัยไปตามทิศทางที่ถูกต้องและแม่นยำ

          ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาทดสอบกับรถโฟล์ค พาสสาท คันนี้มีราคาราว 1.63 ล้านบาท แต่จุดเด่นของระบบก็คือ เทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้น มีการใช้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมระยะห่างของรถ ระบบช่วยจอด แต่ที่น่าสนใจก็คือระบบกล้องตรวจจับสัญญาณไฟจราจร และระบบพิกัดที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น ระบบนำร่องของรถคันนี้แม่นยำมาก มันมีความคลาดเคลื่อนระดับเซนติเมตร

          ทีมงานได้ใช้เวลาพัฒนารถคันนี้มากว่า 4 ปีก่อนได้รับอนุญาตจากเทศบาลกรุงเบอร์ลินให้นำรถคันนี้ออกมาทดลองบนท้องถนนได้ แต่ก็มีอุปสรรคสำหรับยานยนต์ไร้คนขับอีกหลายประการกว่าจะนำมาใช้จริงได้ ตั้งแต่การยอมรับของลูกค้าที่ยังไม่มั่นใจในเทคโนโลยี การดำเนินการทางกฎหมายหากรถคันนี้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาผิดกับผู้โดยสาร ผู้ผลิตรถยนต์ หรือผู้เขียนซอฟต์แวร์ควบคุมรถยนต์  

          ทั้งนี้และทั้งนั้นยานยนต์ไร้คนขับไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอีกฟากหนึ่งของโลก บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ก็ได้ทดลองนำรถยนต์ปอนเตี๊ยก ที่ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ออนบอร์ดมาทดลองวิ่งเป็นกลุ่มต่อๆ กันโดยทิ้งระยะห่างระหว่างคันเพียงเล็กน้อย ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรโดยการใช้พื้นที่บนท้องถนนให้เป็นประโยชน์มากที่สุดด้วยเช่นกัน

          เชื่อได้ว่าอนาคตของรถยนต์ไร้คนขับจะได้รับความนิยมอย่างแน่นอน แต่อาจจะไม่ใช่ในช่วง 2-3 ทศวรรษข้างหน้าอย่างแน่นอน