
'วิทยา'ลั่นเก็บเงิน30บาทรักษาทุกโรค
'วิทยา' เตรียมยกเลิกสิทธิการรักษาฟรี ฟื้นเก็บเงินสมทบ 30 บาท เดือน ต.ค.นี้ พร้อมทั้งแก้ไขรายละเอียดให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เตรียมพัฒนา รพ.สมุทรปราการ เป็นรพ.ศูนย์ 500 เตียงรับมือเมืองอุตสาหกรรมในปี 2558
23 ก.ย. 54 เวลา 12.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคว่า ประมาณต้นเดือน ต.ค. 2554 จะเริ่มยกเลิกระเบียบการไม่เก็บเงินสมทบ มาเป็นการเก็บเงินสมทบ 30 บาท
พร้อมทั้งจะมีการแก้ไขในรายละเอียดให้มีประสิทธิภาพ เช่น ได้รับยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และสามารถเข้ารับการรักษาได้ในทุกโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด
ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจะกลับมาเก็บเงินสมทบ 30 บาท นั้นส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ควรเร่งดำเนินการ จะต้องศึกษาข้อมูลให้เพียงพอ
โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านบวกด้านลบ ที่สำคัญหาจะดำเนินการเก็บจริงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า 1. จะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมได้อย่างไร 2. จะแก้ไขปัญหาการมารับบริการธารณสุขอย่างพร่ำเพรื่อได้อย่างไร
สธ.เตรียมพัฒนารพ.สมุทรปราการเป็นรพ.ศูนย์500เตียง
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและคณะ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รพ.สมุทรปราการ และเปิดป้ายศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองบ้านคลองบางปิ้ง ต.บางเมือง อ.เมือง ซึ่งเป็นต้นแบบศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองแห่งแรกในเขตอ.เมือง จ.สมุทรปราการ ดูแลประชากร 25,858 คน
ซึ่งรวมประชากรแฝงด้วย ทำหน้าที่เป็นด่านหน้า(Gate Keeper) มีแพทย์ประจำ 1 คน ตรวจรักษาผู้ป่วยโรคทั่วๆไปเช่น ไข้หวัด ปวดหัว และดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทำฟัน แพทย์แผนไทย มีผู้ใช้บริการวันละ 80-100 คน ไม่ต้องไปรับบริการที่รพ.สมุทรปราการ หลังจากนั้นเดินทางไปที่รพ.สต.บ้านคู่สร้าง อ.พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งได้รับรางวัลสุดยอดส้วมของสถานพยาบาลระดับประเทศในปี 2553
นายวิทยา กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมรพ.สมุทรปราการ พบว่า มีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขในเรื่องของการจัดบริการ เนื่องจากจังหวัดนี้มีขนาดเล็ก แต่มีโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศ ถึง6,207 แห่ง จัดเป็นพื้นที่พิเศษ มีประชากรในพื้นที่และมีประชากรแฝงรวมทั้งต่างด้าวรวมกว่า 2 ล้านคน เฉพาะที่เขตอำเภอเมืองมีประชากรประมาณ 4 แสนคน ประชากรแฝงประมาณ 3-4 แสนคน
สูงกว่าจังหวัดอื่นๆ 2-3 เท่าตัว และประชากรมีการเคลื่อนย้ายเข้า-ออกตลอดเวลา โดยรพ.สมุทรปราการ ขณะนี้เป็นโรงพยาบาลทั่วไปมีเตียงรองรับผู้ป่วยเพียง385 เตียง แต่มีผู้ป่วยนอนรักษาวันละ440 คน มีอัตราครองเตียงสูงถึง 114 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยรอเตียงมากกว่า 50คนต่อวัน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ควรอยู่ ในไอซียูมีเพียง 1ใน 5 เท่านั้นที่รับได้
ส่วนแผนกผู้ป่วยนอกมีผู้ป่วยมารับบริการปีละประมาณ 5 แสนครั้งเฉลี่ยวันละ 2,000 คนถือว่ามากที่สุดเทียบเท่าผู้ป่วยที่ใช้บริการในโรงพยาบาลศูนย์ ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินประมาณ 300 คน และโรคทั่วไปประมาณ 300 คน ที่เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทาง ขณะนี้รพ.สมุทรปราการ มีเครือข่ายบริการ รพ.สต. 21 แห่ง ซึ่งอยู่นอกเขตเทศบาลเมือง สามารถรองรับผู้ป่วยได้ปีละ 6 แสนครั้ง มีบริการตรวจโรคทั่วไป ทันตกรรม ฝากครรภ์ เจาะเลือดติดตามผลการรักษาโรคเบาหวานและแพทย์แผนไทย
ในการพัฒนาระบบบริการของจังหวัดนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะพัฒนายกระดับ รพ.สมุทรปราการให้เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขนาดมากกว่า 500 เตียง ในปี 2558 ใช้งบก่อสร้างประมาณ 400 ล้านบาท โดยจะให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญรักษาผู้ป่วย 5 สาขา ได้แก่ 1.ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ รักษาโรคจากการประกอบอาชีพ เนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศ 2.ศูนย์ผ่าตัดสมอง 3.ศูนย์รักษาผู้ป่วยไฟไหม้-น้ำร้อนลวก 4.ศูนย์รักษามะเร็ง และ 5.ศูนย์รักษาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทุกชนิด รองรับผู้ป่วยใน 5 จังหวัด ได้แก่ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครนายก สระแก้วและปราจีนบุรี ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นคนไทย รวมทั้งการลงทุนของต่างชาติด้วย ขณะนี้ได้จัดทำแผนพัฒนา ทั้งผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรไว้เรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกันจะเร่ง ลดความแออัดของรพ.สมุทรปราการ โดยเพิ่มศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง รองรับประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลเมือง ทำหน้าที่ตรวจรักษาโรคทั่วไป รวมทั้งการติดตามดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องพบแพทย์และกินยาต่อเนื่อง จัดแพทย์บริการตลอด 5 วันทำการและมีบริการทันตกรรม ฝากครรภ์ เจาะเลือด เอ็กซเรย์ ห้องแล็ป แพทย์แผนไทย เช่นเดียวกับโรงพยาบาลใหญ่ คาดว่าต้องสร้างเพิ่ม 4 แห่ง ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว 1 แห่ง คือศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองราชา เช่าตึก 2 คูหาอยู่หน้าตลาดสด พร้อมเปิดบริการ 5 ธันวาคม 2554 นี้ อีก 1 แห่ง คาดว่าจะเปิดที่บริเวณริมถนนสุขุมวิท อยู่ระหว่างสำรวจสถานที่
'วิทยา'เผยรพ.ชุมแสงน้ำท่วมสูง60ซม.ใช้รถอีแต๊ก-รถไถรับส่งผู้ป่วย
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ว่า สถานการณ์ในวันนี้ (23 กันยายน 2554) ได้รับรายงานจากวอร์รูมน้ำท่วมว่ามีน้ำท่วมที่โรงพยาบาลชุมแสง อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำสูง 60 เซนติเมตร ท่วมห้องฟัน ห้องซักฟอกนึ่งฆ่าเชื้อ ยังเปิดให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ต้องใช้รถอีแต๊ก รถไถ 4 คัน รับส่งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่เข้าออกโรงพยาบาล มีผู้ป่วยในนอนรักษาเต็ม 60 คน ทุกคนอาการไม่รุนแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนเสื้อผ้าผู้ป่วยส่งไปซัก นึ่งฆ่าเชื้อที่โรงพยาบาลหนองบัวทุกวัน และได้เพิ่มจุดบริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยฉุกเฉินที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอชุมแสง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
นายวิทยากล่าวต่อว่า สถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ขยายเป็นวงกว้าง มีสถานบริการสาธารณสุขถูกน้ำท่วมแล้ว 230 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 200 แห่ง มีโรงพยาบาลที่เสี่ยงถูกน้ำท่วมอีก 17 แห่ง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ 1.โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จ.พิจิตร 2.รพ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 3.รพ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 4.รพ.สิงห์บุรี
5.รพ.สรรพยา จ.ชัยนาท 6.รพ.อ่างทอง 7.รพ.บางไทร 8.รพ.บางบาล 9.รพ.ผักไห่ 10.รพ.บางปะอิน 11.รพ.เสนา 12.รพ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา 13.รพ.พระนั่งเกล้า 14.รพ.บางใหญ่ 15.รพ.บางกรวย จ.นนทบุรี 16.รพ.บางเลน จ.นครปฐม และ17.รพ.เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี
เมื่อวานนี้ (22 กันยายน 2554) กระทรวงสาธารณสุขส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการทั้งหมด 165 หน่วย พบผู้เจ็บป่วยรวม 16,933 ราย ร้อยละ 80 ป่วยด้วยโรคน้ำกัดเท้า รองลงมาคือ ไข้หวัด ปวดเมื่อย ตั้งแต่หลังน้ำท่วมจนถึงขณะนี้ได้ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปแล้วรวม 2,489 ครั้ง มีผู้เจ็บป่วยสะสม 317,667 ราย ยังไม่พบโรคระบาดที่เกิดจากน้ำท่วม ผลการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิต พบผู้มีความเครียดสูง 1,356 ราย มีอาการซึมเศร้า 3,124 ราย เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 363 ราย และต้องติดตามดูแลพิเศษ 440ราย
นายวิทยากล่าวต่อไปว่า วันนี้ได้ส่งเซรุ่มแก้พิษงูเห่าให้จังหวัดปทุมธานี 160 หลอด และส่งยาให้จังหวัดชัยนาทนครสวรรค์ เพิ่มอีกจังหวัดละ 10,000 ชุด ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดส่งยาช่วยเหลือน้ำท่วมไปแล้ว 1,159,000 ชุด สำรองยาไว้ที่ส่วนกลางอีก 500,000 ชุด และเซรุ่มแก้พิษงู 7 ชนิดอีก 3,500 ชุด นอกจากนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้สนับสนุนยาชุดสมุนไพรช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 1,000 กล่อง และเจลล้างมือแตงกวา มังคุด 1,000 ชุด กระทรวงสาธารณสุขจะทยอยส่งไปช่วยพื้นที่น้ำท่วมต่อไป
'วิทยา'เตรียมพัฒนาชุดปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินให้อสม.
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดประชุม แกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ประธาน อสม.ทุกจังหวัด คณะกรรมการชมรม อสม.แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการชมรม อสม.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากทั่วประเทศ 250 คน เพื่อพัฒนาความรู้ ร่วมช่วยดูแลสุขภาพผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้
นายวิทยา กล่าวว่า จากปัญหาสภาวะน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ใน 24 จังหวัด มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน เกือบ 2 ล้านคน รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนโดยเร็ว กระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้ดูแลสุขภาพประชาชน ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 2 แสนคนออกให้การดูแลสุขภาพผู้ประสบภัยทุกพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อเนื่อง และมีกำลังหลักภาคประชาชนที่สำคัญคือ อสม.ที่มีกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ที่สามารถเข้าถึงชุมชน หมู่บ้าน อย่างรวดเร็ว ร่วมดูแลด้วย
นายวิทยากล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแผนให้ อสม. ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยไว้ 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะก่อนประสบอุทกภัย ได้ให้ อสม.ความรู้ในการป้องกันโรคจากน้ำท่วม เช่นโรคน้ำกัดเท้า ตาแดง ท้องร่วง ฉี่หนู การให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จัดทำหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน เตรียมอุปกรณ์สื่อสาร เช่นโทรศัพท์มือถือ นกหวีด เตรียมอาหารและยาที่จำเป็นสำรองไว้ให้เพียงพอ
2.ระยะประสบอุทกภัย ได้ให้ อสม.ออกเยี่ยมให้ความช่วยเหลือ ติดตามดูแลผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้กินยาต่อเนื่อง ป้องกันปัญหาการขาดยา และให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ดำเนินการเฝ้าระวังโรคระบาดในหมู่บ้าน ซึ่ง อสม.1 คน จะดูแลประมาณ 5-10 ครัวเรือน อาทิ โรคทางเดินอาหาร 3.ระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด ให้ อสม.ออกเยี่ยมดูแลสุขอนามัย ดูแลความสะอาดสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลหลังน้ำท่วม เช่น ห้องส้วม การปรับสภาพน้ำในบ่อให้ปลอดภัย ดูแลให้กำลังใจฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ประสบภัยที่สูญเสียทรัพย์สิน หรือคนในครอบครัว เพื่อป้องกันปัญหาฆ่าตัวตาย
นายวิทยากล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการปฎิบัติงานให้ อสม.เพื่อออกให้บริการสุขภาพประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เบื้องต้นได้มอบเรือท้องแบน 20 ลำ เครื่องกรองน้ำดื่ม 300 ชุดเพื่อผลิตน้ำสะอาดเบื้องต้นให้ชาวบ้าน เนื่องจากบางพื้นที่ขาดแคลนน้ำสะอาดดื่ม และเสื้อชูชีพ 500 ตัว
และขั้นต่อไป ได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนาชุดปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะฉุกเฉินของ อสม. เพื่อให้ อสม.เป็นที่พึ่ง ดูแลผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินเบื้องต้นที่อยู่ใกล้สุดของประชาชน รวมทั้งดูแลผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ทีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับการดูแล มีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น กรณีภัยพิบัติอื่น ๆ อสม.ก็พร้อมเป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนด้วยเช่นกัน
ด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า จากการติดตามประเมินผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนี้ พบว่า อสม.สามารถปฏิบัติการสนองนโยบายของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี แม้ว่า อสม.บางคนจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย โดยเฉพาะการเฝ้าระวังโรคระบาดที่เกิดตามมากับน้ำท่วม ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พบว่ามีประสิทธิภาพ จนถึงขณะนี้ทุกพื้นที่ยังไม่พบมีโรคระบาดแต่อย่างใด



