ข่าว

คลอดบัตรเครดิตเกษตรกร-พลังงาน

คลอดบัตรเครดิตเกษตรกร-พลังงาน

22 ก.ย. 2554

ธ.ก.ส.รับสมัครทำบัตรเครดิตเกษตรกรพร้อมโครงการรับจำนำข้าว 7 ต.ค.นี้ นำร่องให้ชาวนา 5,000 ใบใน 5 จังหวัด ขณะที่พลังงานดันบัตรเครดิตพลังงานให้แท็กซี่เอ็นจีวีก่อน พร้อมเล็งขึ้นแอลพีจี กก.ละ 30 บาท ด้านคลังชง 4 แผนอุ้มเอสเอ็มอี หนุนค่าแรง 300 บาท

             นายอรุณ เลิศวิไลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงโครงการรับจำนำข้าวนาปีและบัตรสินเชื่อเกษตรกร หรือบัตรเครดิตเกษตรกร ว่า ธ.ก.ส.จะเปิดตัวโครงการพร้อมกันในวันที่ 7 ตุลาคม โดยวันเปิดตัวโครงการรับจำนำข้าวจะให้เกษตรกรยื่นสมัครบัตรเครดิตเกษตรกรทุกราย แต่จะได้รับบัตรและใช้ได้จริงในเดือนพฤศจิกายน 2554

              เบื้องต้น ธ.ก.ส.จะนำร่องจำนวน 5,000 ราย ใน 5 จังหวัด หรือจังหวัดละ 1,000 ราย คือ เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา และอุดรธานี โดยเริ่มดำเนินการกับเกษตรกรที่เป็นชาวนาก่อน คาดว่าจะทั่วประเทศภายในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนชาวไร่และชาวสวนจะดำเนินการในระยะต่อไป หรือประมาณปีหน้า ซึ่งเกษตรกรสามารถนำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อปัจจัยการผลิตใน 3 รายการ คือ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเมล็ดพันธุ์


บัตรเครดิตปลอดดอกเบี้ย 30 วัน


              ส่วนวงเงินในบัตรเครดิตนั้น จะรวมเป็นส่วนหนึ่งของวงเงินสินเชื่อรวมที่ ธ.ก.ส.อนุมัติให้ ซึ่งปกติ ธ.ก.ส.จะอนุมัติสินเชื่อรวมให้ไม่เกิน 70% ของรายได้จากผลผลิต โดยส่วนนี้จะให้เกษตรกรระบุความต้องการใช้เงินในการซื้อปัจจัยการผลิตว่าเป็นเท่าใดแล้ว ธ.ก.ส.จะโอนเข้าบัตรในจำนวนนั้น แต่ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ

              ขณะที่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็จะให้ปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 30 วัน จากนั้นรัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยแทนเกษตรกรในอัตรา 7% ต่อปี จนกว่าจะมีการเก็บเกี่ยว เมื่อถึงกำหนดชำระเกษตรกรจะต้องชำระหนี้เต็มจำนวน หากค้างชำระ ธ.ก.ส.ก็จะคิดอัตราดอกเบี้ยค้างชำระที่ 10% ต่อปี และบวกเบี้ยปรับอีก 3% ต่อปี รวมเป็น 13% ต่อปี แต่ก็ยังถือว่าถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรเครดิต


งบพันล้านจัดทำบัตรเครดิตเกษตรกร


              รายงานข่าวแจ้งว่า บัตรเครดิตเกษตรกรที่ออกโดย ธ.ก.ส.นั้น ธนาคารจะเป็นผู้ใส่วงเงินให้ลูกค้าที่เป็นเกษตรกร โดยคำนวณวงเงินให้ตามจำนวนพื้นที่ที่จะทำเกษตรกรรมว่าต้องการปัจจัยการผลิตจำนวน และราคาเท่าใด ทำให้บัตรเครดิตเกษตรกรแต่ละคนที่ได้รับมีวงเงินไม่เท่ากัน

              สำหรับงบประมาณในการจัดทำบัตร ธ.ก.ส.นั้น รวมทั้งสิ้น 1,008 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าติดตั้งระบบ 648 ล้านบาท ค่าบัตรเครดิต 3 ล้านใบ มูลค่า 360 ล้านบาท หรือบัตรละ 120 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส.กำหนดให้ส่งมอบบัตรเครดิตงวดแรก 5,000 ใบ ให้แก่ 5 สาขา พร้อมเครื่องรับอีก 10 เครื่อง ภายใน 45 วัน ซึ่งกำหนดคร่าวๆ มาแล้วว่า น่าจะเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน ส่วนบัตรและการติดตั้งระบบเครื่องรับที่เหลืออีก 3,000 จุด ให้ทยอยติดตั้งไปจนครบ


ต.ค.ออกบัตรเครดิตพลังงาน


              นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กพช.) สัปดาห์หน้า กระทรวงพลังงานจะเสนอรายละเอียดการปรับโครงสร้างราคาพลังงานต่อที่ประชุม โดยเฉพาะการปรับราคาแอลพีจี และเอ็นจีวีในภาคขนส่ง รวมทั้งจะเสนอรายละเอียดบัตรเครดิตพลังงานให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติด้วย เพื่อประกาศใช้ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ เบื้องต้นจะออกบัตรเครดิตรวม 2 แสนใบ กำหนดวงเงินใบละ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะแรกจะออกให้ผู้ใช้รถแท็กซี่ที่ใช้เอ็นจีวีที่มีอยู่ประมาณ 5 หมื่นคันก่อน จากนั้นจะทยอยออกให้กลุ่มรถรับจ้างอื่นๆ เช่น รถสามล้อ รถตู้สาธารณะ รถจักรยานยนต์รับจ้าง

              นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า แนวทางการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและก๊าซเอ็นจีวีนั้น จะใช้รูปแบบเดียวกับการทยอยปรับขึ้นเป็นรายไตรมาส หรือ 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยจะยึดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันแอลพีจีอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาในตลาดโลก ส่วนการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีแต่ละครั้งจะไม่เกินครึ่งหนึ่งของราคาแอลพีจี

 

เพิ่มค่าครองชีพ ขรก.รายได้เกิน1.5หมื่น

 

              นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพให้ข้าราชการวุฒิปริญญาตรีที่มีอัตรารายได้ประมาณ 16,000-18,000 บาทต่อเดือน เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นมากเมื่อรัฐบาลต้องปรับเพิ่มค่าครองชีพให้ข้าราชการและลูกจ้างวุฒิปริญญาตรีให้มีรายได้เป็น 15,000 บาท โดยกรมบัญชีกลางกำลังสรุปรายละเอียดทั้งหมด คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติได้เร็วสุดคือสัปดาห์หน้า

              ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ได้ตีกลับข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการปรับเพิ่มค่าครองชีพให้เฉพาะข้าราชการและลูกจ้างวุฒิปริญญาตรี เพื่อให้มีรายได้รวมเป็น 15,000 บาท โดยให้กลับมาพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการวุฒิปริญญาโท และปริญญาเอก ที่มีรายได้ใกล้เคียงกับวุฒิปริญญาตรี เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก ซึ่งเม็ดเงินงบประมาณที่ใช้ในการปรับโครงสร้างไม่เกิน 25,000 ล้านบาท

 

ชงครม.สัปดาห์หน้ารถ1,600ซีซี

 

 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ กรมสรรพสามิตจะเสนอรายละเอียดประเด็นปัญหามาตรการรถคันแรกต่อกระทรวงการคลัง หลังรับฟังจากภาคเอกชนและข้อเรียกร้องของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นการขยายขนาดเครื่องยนต์รถ 1,600 ซีซี และให้สิทธิรถนำเข้าด้วยนั้น โดยยืนยันว่าการปรับเงื่อนไขดังกล่าวไม่กระทบภาระงบประมาณภาครัฐที่ตั้งไว้เดิม 3 หมื่นล้านบาท

              “การปรับเงื่อนไขคืนเงินภาษีซื้อรถคันแรกไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้องของเอกชนอย่างเดียว แต่มีเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยจากข้อมูลพบว่าแต่ละปีมีกลุ่มที่ซื้อรถ 1,600 ซีซีคันแรก ประมาณ 20% ของจำนวนรถใหม่ แต่ยืนยันว่าราคายังกำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท หากได้ข้อสรุปก็น่าจะนำเสนอเข้าครม.ได้ทันสัปดาห์หน้า” นายบุญทรง กล่าว

              ส่วนมาตรการภาษีสนับสนุนซื้อบ้านหลังแรกนั้น นายบุญทรงกล่าวว่า ยังยืนยันตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยเฉพาะกำหนดให้ซื้อบ้านใหม่ราคาเกิน 5 ล้านบาท จะไม่ขยายไปสู่บ้านสร้างเองหรือบ้านมือสองอย่างที่มีกระแสเรียกร้อง เพราะบ้านสร้างเองตรวจสอบราคาได้ยากและต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน


ยันบ้านหลังแรกไม่เอื้อ "ปู"


              นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการการะทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีโครงการบ้านหลังแรกที่ถูกวิจารณ์ว่า การขยายเพดานราคาบ้านจากเดิมกำหนดหลังละไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของครอบครัวนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องที่ว่าไม่เป็นความจริง เพราะเท่าที่ทราบบริษัทเอกชนที่ถูกวิจารณ์ทำบ้านขายในราคาสูงกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งการวิจารณ์มักเกิดขึ้นเสมอไม่ว่ารัฐบาลจะกำหนดเงื่อนไขในลักษณะใด

              ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่าหลักการของโครงการบ้านหลังแรกนั้น ไม่เหมือนกับที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะทำโครงการบ้าน 0% ภายใน 5 ปี นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ไม่ใช่นโยบายพรรคเพื่อไทย และไม่ได้มีการแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา


ลูกจ้างได้อานิสงส์ 5.3 ล้านคน


              ความคืบหน้าการผลักดันนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานเริ่มมีความเข้าใจในนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ตามรูปแบบที่ตนเสนอ โดยจะปรับในระยะแรกร้อยละ 40 เท่ากันทั่วประเทศ เพื่อปรับฐานค่าจ้างให้สูงขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2555 และภายในปี 2555 จะปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็น 300 บาทครบทุกจังหวัดและจะไม่ปรับค่าจ้างอีก 3 ปี ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการยังติดขัดคือเรื่องระยะเวลาในการปรับค่าจ้างอยากให้ปรับในช่วงเวลา 2-3 ปี แต่ด้วยมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลทั้งมาตรการภาษีและการยกระดับฝีมือผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานก็เริ่มมีท่าทีที่ดีขึ้น

              นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กล่าวว่า ได้ให้แรงงงานจังหวัดไปพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ว่าฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดและอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อเร่งพิจารณาการเสนอปรับค่าจ้างขั้นต่ำภายในวันที่ 29 กันยายนนี้ รวมถึงส่งผลสำรวจผลกระทบและความต้องการในการช่วยเหลือจากรัฐบาลทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างเสนอเข้ามายังกระทรวงแรงงานในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ที่คาดว่าจะได้ข้อยุติในเดือนตุลาคมนี้ 

              "ปัจจุบันมีลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งขนาดใหญ่ กลางและเล็กในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท ทั้งหมด 5.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นลูกจ้างของธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 50 คนเป็นจำนวน 1.7 ล้านคน จากธุรกิจเอสเอ็มอีกกว่า 3 แสนแห่งทั่วประเทศ ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุมีธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 2 ล้านแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำเอาตัวเลขของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ทำกันเองในครอบครัว ไม่ได้จ้างลูกจ้างมารวมอยู่ด้วย” นพ.สมเกียรติ กล่าว


ชง 4 มาตรการอุ้มเอสเอ็มอี

             

              ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวถึงมาตรการลดภาระเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ว่า แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.ยกระดับผลิตภาพด้านเครื่องจักร โดยยกเว้นภาษีเงินจากการขายเครื่องจักรเก่า รวมทั้งตั้งกองทุนแมชชิ่ง ฟันด์ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดยสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้วิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อเครื่องจักร 1 ชุดต่อกิจการ บวกงบบริหารอีก 400 ล้านบาท รวมเป็น 10,400 ล้านบาท ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2,000 กิจการ มีแรงงานได้รับการยกระดับขัดความสามารถ 2 หมื่นคน และลดมูลค่านำเข้าเครื่องจักรได้ไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท

              2.มาตรการยกระดับผลิตภาพด้านแรงงาน โดยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมาจดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางเพื่อประเมินตนเองและจัดฝึกอบรมแรงงานตามความต้องการของธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมมาหักภาษีได้ 2 เท่า 3.มาตรการสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนโดยให้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้บรรษัทบริหารสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันเงินกู้ให้เอสเอ็มอีในวงเงินรวมทั้งสิ้น 6 หมื่นล้านบาท และ 4.มาตรการลดภาระต้นทุนโดยลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23 % ในปีหน้า และนำส่วนต่างค่าแรงมาหักภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า