จิ้มก้อง
จิ้มก้อง: วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ยุโรปในสมัยโบราณนั้น ถือเอาอียิปต์เป็นที่ประกาศความยิ่งใหญ่แห่งตน ชนิดที่หากมิได้อียิปต์ไว้ในครอบครองจะเรียกตัวเองว่าเป็นประเทศที่มีอำนาจเต็มที่ไม่ได้ ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่บรรดามัมมี่ในอียิปต์นอนตายไม่เป็นสุขมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ เรื่อยมาถึงสมัยจูเลียส ซีซาร์ อาณาจักรออตโตมาน จนถึงยุคสมัยของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส และอังกฤษ เพราะทรัพย์สมบัติต่างๆ ของอียิปต์ถูกปล้นชิงนับครั้งไม่ถ้วน แม้กระทั่งเสาหินแหลมๆ ที่เรียกกันเล่นๆ ภายหลังว่า “เข็มของพระนางคลีโอพัตรา” ก็ยังถูกขนไปเป็นเครื่องแสดงอำนาจในดินแดนของผู้รุกราน สามารถพบเห็นได้ในอิสตันบูล ปารีส และลอนดอน
สำหรับในเอเชียแถวๆ ใกล้ๆ บ้านเรานั้น กษัตริย์พม่าก็มักจะถือเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเครื่องแสดงอำนาจ ดังนั้น เมื่อใดที่พม่าปราบปรามมอญ และเมืองน้อยใหญ่ที่ชอบแข็งเมืองเวลาผลัดแผ่นดินจนราบคาบแล้ว ก็เป็นต้องยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอยู่ร่ำไป จนไทยต้องเสียกรุงถึงสองครั้งสองครา กระทั่งพม่าเสียเมืองแก่อังกฤษในสมัยพระเจ้าธีบอ และวุ่นวายอยู่กับปัญหาภายในประเทศ คตินิยมดังกล่าวก็เลยเลิกราไป
เมืองไทยของเรานั้น ไม่ได้มีธรรมเนียมประกาศศักดาเช่นพม่าหรือชาติยุโรป ในทางตรงกันข้าม จากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มาจนถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีประเพณีปฏิบัติที่เรียกว่า “จิ้มก้อง” คือการส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน โดยของที่เราส่งไปจิ้มก้องนั้น เท่าที่ปรากฏในบัญชีได้แก่ ช้าง งาช้าง ไม้จันทน์ พริกไทย เครื่องเทศ สัตว์ป่าฯ
ซึ่งไทยเราคิดว่าจิ้มก้องเป็นเพียงการมอบของขวัญของกำนัลเพื่อแสดงไมตรีจิต และเพื่อความสะดวกทางการค้า แต่ทางจีนเห็นว่าเป็นการแสดงความอ่อนน้อม ยอมเป็นเมืองขึ้น และมักจะมอบของขวัญที่มีค่า เช่นเครื่องกระเบื้อง ผ้าไหม ผ้าแพร เป็นการตอบแทน และบางครั้งจีนก็จะให้การรับรองว่ากษัตริย์ไทยพระองค์นั้นเป็นเจ้าเมืองในระดับอ๋อง ซึ่งการเข้าใจกันไปคนละทางนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความคิดของพ่อค้าชาวจีนที่ดูแลสำเภาหลวงของไทยผสมกับการแปลแบบตีความตามใจชอบของล่าม จนกระทั่งรัชกาลที่ 4 ทรงค้นพบความจริง จึงทรงยกเลิกการจิ้มก้อง
ในยุคปัจจุบัน ผู้นำทางการเมืองและทางทหารของเรามักนิยมแสดงความสนิทชิดเชื้อกับผู้นำทางการเมืองและการทหารของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งน่าจะเริ่มตั้งแต่ยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ.ทบ.และมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายกรัฐมนตรี ไกสอน พมวิหาน ของลาว ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับลาวดีขึ้นตามไปด้วย แต่เวลานี้ ถ้านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไทยจะแสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจสมบูรณ์ในการบริหารประเทศ ก็ต้องไปแสดงตนที่กัมพูชา เพื่อให้นายกรัฐมนตรีฮุน เซนรับรอง เพราะแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยบางคน ฮุน เซนก็ยังสามารถเสกเป่าให้มีความสำคัญขึ้นมาใหม่ได้ และในทางตรงกันข้าม หากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไทยชุดไหนที่ฮุน เซนไม่สบอัธยาศัย ก็ต้องพบกับความวุ่นวายนานัปการ ชนิดที่ชีวิตในช่วงนั้นหาความสงบสุขไม่ได้เลย
ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ทั้งนี้ก็ควรที่จะต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศชาติ และความเหมาะสมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีตำแหน่งทางราชการหรือทางการเมือง และควรต้องระวังอย่าให้ประเทศเพื่อนบ้านคิดต่อไทยเช่นที่จักรพรรดิจีนเคยคิดด้วยครับ



