
กต.ชี้ช่องคืนพาสปอร์ต'แม้ว'ทำได้
กต.เผยคืนพาสปอร์ตทักษิณทำได้ ชี้ทุกอย่างขึ้นกับการตีความระเบียบกต.ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ระบุหากเคลียร์คดี "แม้วได้" สะพัดถอดทูตอัษฎาพ้นหัวหน้าคณะเจบีซี
22ก.ย.2554 จากกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมพิจารณาหาช่องกฎหมายเพื่อคืนหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยจะเชิญคณะกรรมการกฤษฎีกา เจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ร่วมหารือเรื่องนี้ หลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์กในปลายเดือนกันยายนนี้ และคาดว่า อีกไม่นานจะมีความชัดเจน
ล่าสุดแหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 เป็นกฎกระทรวง ที่มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้พิจารณาและดำเนินการ ซึ่งในเนื้อหาของระเบียบดังกล่าว เขียนไว้แบบไม่รัดกุม ซึ่งสามารถตีความได้หลายทาง โดยการพิจารณาคืนพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ขึ้นอยู่กับการตีความระเบียบดังกล่าว และใช้ข้อกฎหมายเป็นเครื่องสนับสนุนดำเนินการ
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศล่าสุดว่า จะไม่ดำเนินการใด หากยังไม่สามารถหาข้อสรุปและสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับคดีต้องโทษของพ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้เสียก่อน ซึ่งในระเบียบฯ หมวด 7 ว่าด้วยการปฏิเสธหรือยับยั้งคำขอหนังสือเดินทาง ข้อ 21 พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถปฎิเสธ หรือยับยั้งการขอ หรือแก้ไขหนังสือเดินทาง ใน (2) เมื่อได้รับแจ้งว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งกำลังรับโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว หรือเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเห็นว่าไม่ควรจะออกหนังสือเดินทางให้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกฤษฎีกา อสส. ดีเอสไอ และสตช. จะหารือได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ว่าอย่างไร ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศจึงพิจารณาออกหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้
มีรายงานว่า ในการดำเนินการยกเลิกพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสมัยที่นาย กษิต ภิรมย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจตามระเบียบฯ ในหมวด 8 ว่าด้วยการยกเลิกหนังสือเดินทาง ข้อ 23(7) ซึ่งระบุว่า สามารถยกเลิกและเรียกคืนหนังสือเดินทางได้ เมื่อปรากฎภายหลังว่า พิจารณาเห็นว่า หากให้ผู้ถือหนังสือเดินทางยังคงอยู่ในต่างประเทศต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย หรือต่างประเทศได้ เนื่องจากมีข้อมูลที่อ้างได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งนี้ก็ป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นภัยต่อประเทศ
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง 2548 โดยอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ 2545 เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิได้หนังสือเดินทางทูต หรือพาสปอร์ตแดง ตามระเบียบข้อ 6(5) และในฐานะประชาชนก็มีสิทธิจะได้หนังสือเดินทางของบุคคลทั่วไป หรือพาสปอร์ตสีน้ำตาล ตามระเบียบข้อ 13 ทั้งนี้ แต่การอ้างเหตุผลในหมวด 8 ว่าด้วยการยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อ 23(7) หากมองให้ชัด จะเห็นว่า เป็นข้อกล่าวหาทางการเมือง
"สุรพงษ์"เตรียมชงโยกย้ายขรก.บัวแก้วเข้าครม.เร็วๆ นี้
นายนาวิน บุญเสรฐ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเนชั่น เกี่ยวกับกระแสข่าวการโยกย้ายนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธนแลนด์ และนายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งทั้งสองทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของเจบีซี โดยให้ออกจากตำแหน่งดังกล่าว ว่า ไม่ทราบเนื้อหารายละเอียดในรายชื่อโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ประจำปี 2554 เรื่องนี้ นายสุรพงษ์เป็นผู้พิจารณาเพียงผู้เดียว และได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่นายสุรพงษ์จะเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 66 ที่นครนิวยอร์ก และได้เตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้
สะพัดถอดทูตอัษฎาพ้นหัวหน้าคณะเจบีซี
มีรายงานว่าในโผโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศนายอัษฎา ชัยนาม หัวหน้าคณะกรรมาธิการเจบีซี ได้ถูกถอดถอนออกจากการทำหน้าที่ดังกล่าว โดยแหล่งข่าวระดับสูงให้เหตุผลว่า เพื่อการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายการเจรจาเขตแดนของรัฐบาลปัจจุบัน นอกจากนี้ยังชี้ให้ว่า เดิมตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเจบีซีไม่มี แต่การแต่งตั้งขึ้น นายวีรชัย พลาศรัย และนายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี ทำหน้าที่ตำแหน่งนี้มาภายหลัง ก็เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะทางกฎหมายแก่นายอัษฎา เป็นการเฉพาะและทั้งสองท่านก็มีภารกิจในตำแหน่งอยู่มากจึงได้มีการพิจารณาดังกล่าวขึ้น



