
3มาตรการทางเลือกที่อาจเป็นทางรอด
เรือนชานบ้านเรือน : 3 มาตรการทางเลือกที่อาจเป็นทางรอดของ'เฟด' โดย...ภัทรพล เวทยสุภรณ์
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ “เฟด” กำลังพิจารณานำมาตรการต่างๆ อย่างน้อย 3 มาตรการ เพื่อหาแนวทางลดดอกเบี้ย, ลดอัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงาน ส่วนรายละเอียดและความชัดเจนของมาตรการต่างๆ นั้น น่าจะมีขึ้นในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ “เฟด” ระหว่างวันที่ 20-21 กันยายนศกนี้ ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นให้ “เฟด” ต้องเร่งนำมาตรการต่างๆ ออกมาใช้ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับอัตรา “เงินเฟ้อ” ขณะเดียวกันกับที่ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ กลับดูเลวร้ายลง ทำให้ “เฟด” จำเป็นต้องเร่งหาทางกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้สถานการณ์ทางการเงินดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ “นายเบน เบอร์นันเก้” ประธาน “เฟด” ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าพร้อมพิจารณาทุกๆ ช่องทางที่เป็นไปได้ก่อนที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ จะเริ่มขึ้น
จากผลการศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจของ “สหรัฐฯ” (ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา) พบว่าเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แต่กิจกรรมทางธุรกิจยังมีความไม่มั่นใจในระดับสูง ในช่วงเวลาที่สถานการณ์เป็นปกติ “เฟด” มักจะใช้มาตรการขยับอัตราดอกเบี้ย “เฟดฟันด์ เรต” ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้มาตรการซื้อ “พันธบัตรรัฐบาล”รวมทั้ง “ตราสารหนี้” อื่นๆ ไปแล้วถึง 2.325 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงมา ทำให้หลายฝ่ายเฝ้าจับตาว่า “เฟด” ยังจะมีมาตรการอะไรที่จะนำมาใช้ได้อีก
“เฟด” กำลังมองหามาตรการทางเลือกอันเป็นทางรอดอื่นๆ อยู่ ซึ่งมาตรการที่หนึ่ง ได้แก่ การปรับสัดส่วนการถือครองพันธบัตรของ “เฟด” ให้เป็นตราสารที่มีอายุในการชำระระยะยาวมากขึ้น มาตรการนี้ในตลาดเงินเรียกว่า “Operation Twist” แต่สำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ เรียกมาตรการลักษณะนี้ว่า “Maturity Extension” เป็นการยืดอายุการชำระหนี้ออกไป เป้าหมายก็เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดต่ำลง เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
มาตรการดังกล่าวคล้ายคลึงกับที่เคยถูกนำมาใช้ช่วงทศวรรษ 1960 โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น โดย “เฟด”ตั้งความหวังว่ามาตรการใหม่ที่ออกมาจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่ามีธุรกิจอีกจำนวนมากที่รอตัดสินใจลงทุนและจ้างงานเพิ่มเมื่อต้นทุนการกู้ยืมปรับต่ำลง อีกทั้งมีผู้คนจำนวนมากรอตัดสินใจ “ซื้อบ้าน”หรือ “รีไฟแนนซ์บ้าน” แต่การนำมาตรการนี้มาใช้อาจส่งผลถึงสภาวะ “เงินเฟ้อ” แต่ “เฟด” ดูจะไม่มีทางเลือกมากนัก
มาตรการที่สอง คือ การลดหรือยกเลิกอัตราดอกเบี้ย 0.25% ที่ “เฟด”จ่ายให้กับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่นำเงินสดมาสำรองไว้กับ “ธนาคารกลาง” ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสูงกว่าดอกเบี้ยอัตรา 0.196% ที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีจะได้รับ นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า “เฟด” ไม่ควรจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ฝากเงินสดไว้กับ “เฟด” เอง แทนที่จะเอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจและภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงคัดค้านว่ามาตรการนี้ อาจจะไม่ส่งผลกระทบในเชิงบวกมากนัก เพราะในปัจจุบันดอกเบี้ยก็มีอัตราต่ำอยู่แล้วและดีไม่ดีก็อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินกู้ระยะสั้น
ส่วน มาตรการที่สาม คือ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นของ “เฟด”เกี่ยวกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจและแผนการเกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “เฟด” ได้ออกมาประกาศว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปจนถึงปี 2556 ยังไม่มีความชัดเจนพอว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ตัดสินใจเช่นนั้น
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันที่จะมีการประชุม “นโยบายการเงินฯ” ถ้าเศรษฐกิจของ “สหรัฐฯ” ยังคงอ่อนแอต่อไป หรือต้องเผชิญปัจจัยกระทบรุนแรงจากภายนอก ผมคิดว่า “เฟด” คงไม่มีทางเลือกครับ จะต้องพิจารณานำมาตรการใหม่ๆ ที่หลากหลายมาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าเศรษฐกิจ “สหรัฐฯ” จะฟื้นตัว ดังนั้น “เฟด” จึงต้องทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ด้วยเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น



