ข่าว

เขื่อนลำปาววิกฤตหนักจ่อท่วมใหญ่

เขื่อนลำปาววิกฤตหนักจ่อท่วมใหญ่

22 ก.ย. 2554

ปัญหาฝนตกต่อเนื่องส่อวุ่น น้ำจ่อล้นเขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์หลายหมู่บ้านน้ำเริ่มท่วมจังหวัดประกาศเตือนภัยตลอดสัปดาห์นี้หากฝนยังตกหนักจะทำให้ท่วมหลายพื้นที่

        22 ก.ย.54 ปัญหาน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุฝนที่ตกหนักต่อเนื่องที่ จ.กาฬสินธุ์ ส่อเค้าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ทันทีที่ปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวเพิ่มขึ้นในคืนเดียวมากถึง 78 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวมากถึง 1,963 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณกักเก็บที่ 1,980 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99 ซึ่งเหลืออีกเพียงร้อยละ 1 ของความจุดอ่างก็จะเต็ม 100 %                

        การระบายน้ำเพื่อเริ่มรักษาตัวเขื่อนขณะนี้ได้เพิ่มการระบายมากถึงวันละ 11 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้เมื่อคืนวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานว่าเกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาภูพานด้าน อ.คำม่วง ซึ่งมีปริมาณฝนตกหนักมากถึง 110 มิลลิเมตรและอีกกว่า 4 อำเภอที่มีปริมาณฝนตกถึง 80 มิลลิเมตร ซึ่งก็ได้ส่งผลปริมาณน้ำในแม่น้ำปาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไหลเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวเกษตรกรตำบลโนนศิลาเลิง อ.ฆ้องชัย และกำลังจ่อที่จะไหลเข้าท่วมโรงสีข้าวพระราชทาน ซึ่งในขณะนี้จังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่นาข้าวถึงน้ำท่วมแล้วกว่า 6 หมื่นไร่ และมีสถานที่ท่องเที่ยวและบ้านเรือนราษฎรถูกน้ำท่วมแล้วกว่า 100 หลังคาเรือน

 

 

น้ำมูลเอ่อท่วมบ้านเรือนที่พิมาย-เร่งลอกคลองรับน้ำ

        ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ปริมาณน้ำที่หลากลงมาจากลำน้ำลำตะคอง และลำน้ำลำจักราช ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของจ.นครราชสีมา ได้ไหลลงมาสมทบลำน้ำมูลที่ ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำมูลมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยอยู่ติดลำน้ำมูล ในพื้นที่ตำบลในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมาจำนวนกว่า 10 หลังคาเรือน สูงกว่า 60 ซม. ชาวบ้านบางส่วนต้องใช้เรือเพื่อเดินทางเข้าออกภายในบ้าน โดยสาเหตุที่ทำให้ลำน้ำมูลเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในครั้งนี้

        เนื่องมาจากปริมาณน้ำในลำน้ำมูลเพิ่มสูงขึ้นจากการที่น้ำจากทั้งลำน้ำลำตะคอง และลำน้ำจักราชไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในลำน้ำมูล จนทำให้ปริมาณการไหลของน้ำในลำน้ำมูลเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ 205 ลบ.ม.ต่อวินาที

        ขณะที่ ปริมาณการระบายน้ำที่เขื่อนระบายน้ำพิมาย อ.พิมาย ซึ่งเป็นเขื่อนระบายน้ำตัวสุดท้ายที่จะทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากตัว อ.พิมาย สามารถระบายน้ำได้เต็มพิกัดอยู่ที่ 170 ล้าน ลบ.ม. จึงทำให้ปริมาณน้ำส่วนที่เหลือเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ได้สั่งลดบานประตูน้ำที่เขื่อนระบายน้ำกันผม อ.เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นเขื่อนระบายน้ำท้ายลำน้ำลำตะคองก่อนที่จะไหลลงสู่ลำน้ำมูลเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสมทบกับลำน้ำมูลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์แล้ว ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ และระดับน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนก็เริ่มลดระดับลงเรื่อยๆแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งหากว่าไม่มีปริมาณน้ำก้อนใหม่ไหลลงมาสมทบสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1 - 2 วันนี้

        ขณะเดียวกัน น.ส.กรรณิกา พัฒนพีระเดช นายกเทศมนตรีตำบลพิมาย ได้นำเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลพิมายกว่า 20 คน พร้อมรถแบ็คโฮ เร่งทำการลอกลำน้ำมูลตอนล่างของเขตเทศบาลตำบลพิมายเป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อกำจัดวัชพืชเช่นผักตบชวา และสิ่งปฏิกูลที่ขวางทางน้ำ เพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลลงสู่พื้นที่ได้โดยสะดวก แก้ไขปัญหาน้ำมูลเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนร่วมด้วยอีกทางหนึ่ง

 

 

 

พิจิตรยังอ่วมน้ำท่วมนานกว่า 1 เดือนเสียชีวิตแล้ว 30 ราย

         นายสัลเลข คำใจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดพิจิตรยังคงหนักต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายขยายวงกว้างเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มน้ำน่านที่น้ำยังคงล้นตลิ่งและกระแสน้ำค่อนข้างแรงทำให้ชาวบ้านใน 3 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.ตะพานหิน และอ.บางมูลนาค ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 2-3 เมตร บางพื้นที่ไม่สามารถเดินทางสัญจรไปมาได้ต้องใช้เรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

         สำหรับความเสียหายตลอดระยะเวลาที่เกิดน้ำท่วมตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพบว่ามีพื้นที่เสียหายรวมทั้งสิ้น 12 อำเภอ 82 ตำบล กว่า 721 หมู่บ้าน 3 เขตเทศบาล ชาวบ้านเดือดร้อน 4.1 หมื่นครัวเรือน ยังตกค้างการสำรวจอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับพื้นที่การเกษตรนั้นพื้นที่นาข้าวเสียหายกว่า 3.3 แสนไร่หรือพื้นที่การปลูกข้าวทั้งหมดของจังหวัด ถนนเสียหาย 128 สาย ทางหลวง 9 สายรถยนต์เล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าเสียหายอย่างไม่เป็นทางการกว่า 300-400 ล้านบาท

         อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 30 ราย เป็นเด็ก 4 ราย โดยสาเหตุหลักเกิดจากความประมาทออกไปเล่นน้ำในขณะที่น้ำไหลเอ่อท่วม ซึ่งกระแสน้ำค่อนข้างแรง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการออกไปหาปลาแล้วโดนกระแสน้ำพัดหายไป นอกจากนี้ ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้สูงอายุถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ในบ้านเพียงลำพังจึงเกิดอุบัติเหตุขึ้น สำหรับความช่วยเหลือขณะนี้ก็ได้เร่งจ่ายเงินชดเชยมูลค่า 5 พันบาท โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน โดยได้แจกจ่ายไปแล้ว 2.8 หมื่นครัวเรือนจากทั้งหมด 3 หมื่นครัวเรือน