
อย่าประชานิยมเพลิน จนลืมหนี้กำลังเบ่งบาน
"ประชานิยม" รัฐบาลปู เริ่มน่ากลัว เมื่อดูตัวเลขหนี้สาธารณะประกอบ แถมค่าใช้จ่ายหลายโครงการ มหาศาลบานเบอะ
"ประชานิยม" รัฐบาลปู เริ่มน่ากลัว เมื่อดูตัวเลขหนี้สาธารณะประกอบ แถมค่าใช้จ่ายหลายโครงการ มหาศาลบานเบอะ
ขณะที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเร่งนโยบายประชานิยม เอาใจกลุ่มเป้าหมายที่เลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล
แต่กลับมีเสียงสะท้อน ให้ทบทวนสิ่งที่กำลังรีบเร่งอยู่ อย่างน่ารับฟังทีเดียว
โดยเฉพาะการแจ้งยอดหนี้สาธารณะ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 มีจำนวน 4.28 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 40.57% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 1.64 หมื่นล้านบาท โดยแยกเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้น 1.6 หมื่นล้านบาท 620 ล้านบาท และ 27 ล้านบาท ตามลำดับ
นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังให้ข้อมูลอีกว่า วันที่ 8 กันยายน สบน. จะมีการขยับวงเงินกู้ผ่านการออกตั๋วเงินคลัง จากจำนวน 80,000 ล้านบาท เป็น 180,000 ล้านบาท ตามความเห็นของ สบน. เองด้วย เป็นการออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น 3 วัน เริ่มประมูลในวันที่ 28 กันยายน 2554 ผ่านระบบการประมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
ขณะที่ต้องติดตามอีกว่า นโยบาย รถคันแรก คืนเงินค่าภาษีตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน ของรถราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคัน
โครงการนี้ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินงบประมาณชดเชยที่รัฐบาลต้องใช้ในโครงการรถยนต์คันแรก ประมาณ 9,000-30,000 ล้านบาท
บ้านหลังแรก ไม่เกิน 5 ล้านบาท ลดภาษีร้อยละ 10 ระยะเวลา 5 ปี คลังประเมินผลกระทบต่อโครงการนี้ว่า จะทำให้รายได้เข้ากระเป๋าหายไปประมาณ 1.7 พันล้านบาท
และรายได้ข้าราชการปริญญาตรี 15,000 บาท ซึ่งโครงการนี้ครอบคลุมบุคลากรภาครัฐ 5 กลุ่ม ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ ทหารกองประจำการ จำนวนราว 6.49 แสนคน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555
ยืนยันกันเสียก่อนว่า ตัวเลข 15,000 บาท ไม่ใช่เงินเดือนกลมๆ ที่ข้าราชการจะได้ แต่เป็น 'รายได้รวม' ซึ่งมาจากเงินเดือน บวกด้วยค่าครองชีพ ส่วนเงินเดือนจริงที่จะไปถึงหลัก 15,000 บาทนั้น ต้องรอคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปปรับโครงสร้างอัตราบัญชีเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบทำมาเสียก่อน แต่เท่าที่ทราบตัวเลขเงินเดือนของข้าราชการจะขยับทุกปี ใช้เวลา 4 ปี ฐานเงินเดือนปริญญาตรีจะขึ้นไป 15,000 บาท ดังที่รับปากไว้
สำหรับโครงการนี้ รัฐบาลแบกรับภาระงบประมาณในปี 2555 ทั้งสิ้น 18,396 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.45 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2556
ส่วนโครงการรับจำนำ ในปีการผลิตข้าวนาปี 2554/2555 รับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ที่ราคาตันละ 15,000 บาทและข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าว 5% ก็มีราคารับจำนำลดหลั่นลงไป ถ้าจำไม่ผิดก็ 14,000 บาทต่อตัน
คาดจะใช้เม็ดเงินทั้งสิ้นเป็นค่าดำเนินการ รวม 435,547 ล้านบาท แยกเป็นวงเงินหมุนเวียนที่ใช้ในการรับจำนำข้าว 25 ล้านตัน ทั้งสิ้น 410,000 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาดอีก 25,547 ล้านบาท
ตัวเลขข้างต้น ยังไม่นับรวมผลของมาตรการงดนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเป็นการชั่วคราว เพราะต้องรอดูผลของมันไปอีกระยะหนึ่งเสียก่อน
สิ่งที่ต้องช่วยกันจินตนาการต่อไปคือ ภาระงบประมาณของรัฐบาล ที่สุดแล้วไปหยุดนิ่งที่ไหน จากนั้นก็หาคำตอบกันต่อไปว่า เมื่อภาระงบประมาณได้เบ่งบานไปถึงระดับหนึ่ง จะมีผลอย่างไรต่อตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศ
อดีตย่ำรอยอดีต การใช้เงินเกินตัว มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในสหรัฐ และอีกหลายประเทศในยุโรป ไทยจะตกหลุมวิกฤติหนี้เช่นประเทศเหล่านั้นหรือไม่ ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด



