ข่าว

'ที-นิวส์'เฮศาลสั่งช่อง11คืนรายการ

'ที-นิวส์'เฮศาลสั่งช่อง11คืนรายการ

21 ก.ย. 2554

ศาลปกครองกลางคุ้มครองชั่วคราว รายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ที-นิวส์ สั่งห้ามกรมประชาสัมพันธ์ระงับออกอากาศจนกว่าคดีจะมีคำพิพากษา ขณะที่ กก.ผช.ผอ.ที-นิวส์ ระบุอยากให้เกิดบรรทัดฐานการคุ้มครองสื่อตาม รธน.

            ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 21 ก.ย.2554 นายประวิตร  บุญเทียม  ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ห้ามไม่ให้กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้อง ระงับการออกอากาศรายการ “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก”ที่บริษัท กรีน อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด โดยสถานีโทรทัศน์ ที-นิวส์ (T - News)เช่าสัญญาออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือเอ็นบีที(NBT)ทุกวันจันทร์ เวลา 21.00 - 22.00 น. ตามที่กำหนดในสัญญาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

             โดยคดีนี้บริษัทกรีน อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด ซึ่งผลิตรายการ“เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก”มอบอำนาจนายฉัตรชัย  ภู่โคกหวาย กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ที-นิวส์ ยื่นฟ้อง กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาการเช่าเวลาออกอากาศ เป็นผู้ถูกฟ้องเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เรื่องพิพาทสัญญาทางปกครอง กรณีที่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการออกอากาศ ด้วยการแจ้งจะนำรายการอื่นมาออกอากาศแทน “เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก” ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยอ้างเหตุว่ารายการที่บริษัทผลิต มีเนื้อหาไม่ส่งเสริมการปรองดองสมานฉันท์ และมีเนื้อหาซ้ำซาก

             ซึ่งวันที่ 5 ก.ย.2554 กรมประชาสัมพันธ์แจ้งให้บริษัทผู้ฟ้องส่งบทรายการตรวจสอบก่อน แล้วต่อมาก็ไม่ให้รายการของผู้ฟ้องออกอากาศอ้างว่า มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดง พาดพิงบุคคลอื่นที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกและเป็นการผิดสัญญาข้อ 13 ซึ่งการกระทำดังกล่าวผู้ฟ้องเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 45 บัญญัติให้บุคคล รวมทั้งสื่อ มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ขณะที่การจะห้ามแสดงความคิดเห็นกระทำไม่ได้ รวมทั้งการนำข่าวไปให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจก่อนก็ทำไม่ได้ จึงขอให้ศาลคำสั่งให้กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้อง อนุญาตให้บริษัท ฯ ผู้ฟ้อง สามารถออกอากาศรายการได้ตามวัน-เวลา ในสัญญา และให้กรมประชาสัมพันธ์ ชดใช้ค่าเสียหาย รวมทั้งค่าขาดรายได้ 564,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีและขอให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

              ศาลได้เรียกคู่ความสองฝ่ายไต่สวนฉุกเฉินวันที่ 19 ก.ย. ซึ่งศาลได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วปรากฎว่า ผอ.เอ็นบีทีได้ระงับการออกอากาศของรายการผู้ฟ้องในวันที่ 5 ก.ย. โดยมีหนังสือแจ้งถึงสาเหตุว่า เมื่อตรวจบทรายการแล้วมีการพาดพิงถึง นปช. เสื้อแดงล้มเจ้า และบุคคลอื่นที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกขัดต่อนโยบายรัฐบาลที่มีเป้าหมายสู่ความปรองดองสมานฉันท์ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องเปลี่ยนแปลงเนื้อหา แต่ผู้ฟ้องไม่ดำเนินการนั้น ศาลเห็นว่าตามรธน.มาตรา 45 ได้บัญญัติคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้ว่าจะจำกัดเสรีภาพดังกล่าวไม่ได้ รวมทั้งการให้นำข่าวหรือบทความให้เจ้าหน้าตรวจก่อนก็ทำไม่ได้เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ

             ดังนั้นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องจึงต้องคำนึงถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรธน.ด้วย แม้ผู้ถูกฟ้องจะให้การว่ารายการของผู้ฟ้องมีผลกระทบต่อความมมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ห้ามตาม พ.ร.บ. พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 37 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกห้องได้แจ้งถึงการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวกับผู้ฟ้อง เพียงแค่มีหนังสือขอความร่วมมือให้จัดส่งเทปล่วงหน้าและระมัดระวังในการผลิตรายการตามสัญญาข้อ 9 ที่ว่าให้ต้องส่งเทปและข้อความที่ใช้ออกอากาศแก่เจ้าหน้าที่ของสถานีเพื่อตรวจสอบ และ ข้อ 13 ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเวลาจัดรายการเกี่ยวกับการเมืองที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือผู้หนึ่งผู้ใด และมีหนังสือแจ้งถึงสาเหตุที่ระงับการออกอากาศในวันที่ 5 ก.ย.54 เท่านั้น

             ขณะที่การไต่สวนผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องให้การว่า รายการของผู้ฟ้องมีแนวทางแสดงความเห็นทางการเมืองในการต่อต้านการล้มสถานบันมาโดยตลอดซึ่งรายการที่จะออกอากาศในวันที่ 5 ก.ย. ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงไม่ปรากฏเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า รายการผู้ฟ้องมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมทั้งการไต่สวนยังฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องยังไม่ได้ใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 13 จึงเห็นว่าเมื่อผู้ถูกฟ้องยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ผู้ถูกฟ้องย่อมมีหน้าที่ต้องออกอากาศรายการของผู้ฟ้องตามที่กำหนดในสัญญา ถึงแม้ผู้ถูกฟ้องจะมีสิทธิตามสัญญาข้อ 12 ที่จะใช้เวลาออกอากาศของผู้ฟ้องออกรายการอื่นแทนได้แต่ตามสัญญาก็กำหนดให้ใช้กรณีที่จำเป็นเท่านั้น การที่ผู้ถูกฟ้องมีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องว่าจะนำเทปรายการพิเศษของสภากาชาดไทย และการประกวด วงโยธวาทิตระดับนานาชาตินั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นและต้องเร่งรีบดำเนินการในวันเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด

              ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องระงับการออกอากาศ จึงไม่ใช่การใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ แต่เป็นการกระทบต่อเสรีภาพผู้ฟ้องในการแสดงความคิดเห็นตาม รธน. ขณะที่หากศาลจะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก็ไม่กระทบต่อการบริหารงานของรัฐ และการบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้อง ศาลจึงมีคำสั่งห้ามไม่ให้กรมประชาสัมพันธ์ ผู้ถูกฟ้อง ระงับการออกอากาศรายการของผู้ฟ้องตามที่กำหนดในสัญญาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

              ขณะที่นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ที-นิวส์ กล่าวว่า การฟ้องคดีนี้ก็อยากให้เป็นบรรทัดฐานเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บริษัทยังมีเวลาเหลือการออกอากาศครั้งสุดท้ายคือวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. เนื่องจากหมดสัญญา 30 ก.ย.นั้น ก็ต้องปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่อีกครั้งว่าจะนำเทปที่ผลิตไว้เพื่อออกอากาศในวันที่ 5 ก.ย. มาออกอากาศหรือไม่ หรือจะดำเนินการผลิตเทปออกอากาศใหม่

              เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ที่กรมประชาสัมพันธ์ จะใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 13 ที่ระบุถึงการกระทำที่จะเป็นให้บอกเลิกสัญญา ตามที่ศาลวินิจฉัย นายฉัตรชัย กล่าวว่า คิดว่ากรมประชาสัมพันธ์จะถือปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง โดยจะไม่กระทำการดังกล่าว ไม่เช่นนั้นกรมประชาสัมพันธ์ก็ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อไป