
ครม.เงาอัดมาตรการบ้านหลังแรกยับ
ครม.เงารุมอัดมาตรการบ้านหลังแรกยับ ชี้บริษัทอสังหาฯได้ประโยชน์มากกว่าประชาชน โยงเอสซีฯรายเดียวได้ไปกว่าพันล้าน อุบไต๋เตรียมหาช่องกฎหมายฟันออกนโยบายเอื้อประโยชน์พวกพ้องซ้ำรอย ระบอบทักษิณ
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) กล่าวถึงมาตรการบ้านหลังแรกของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ก.ย. ว่า ในหลักเกณฑ์การเพิ่มวงเงินมูลค่าที่อยู่อาศัยจาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทนั้น เป็นการเชื่อได้ว่ามีการนำภาษีจากคนชั้นกลางไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยผลจากการขยายวงเงินนั้นได้ทำให้อสังหาริมทรัพย์ในเครือของบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับประโยชน์กว่า 1,000 ยูนิต ดังนั้นจึงต้องทวงถามว่านโยบายนี้มีการนำภาษีไปเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ ส่วนในเรื่องของหลักการนั้นมีความใกล้เคียงกับโครงการของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถวิชญ์ ยังได้นำสำเนาเอกสารรายงานประจำปี 53 ของบริษัทเอสซีฯ มาแสดงให้เห็นถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริษัทซึ่งมีราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์จากการขยายวงเงินตามมติครม.ด้วย อาทิ โครงการวิสต้า วันเอทโอ รัชวิภา ถนนพิบูลสงคราม ที่ราคาขายอยู่ที่ยูนิตละ 3.5 - 4.0 ล้านบาท , โครงการเซ็นทริค ซีน รัชวิภา ถนนรัชดาภิเษก ราคาขาย 1.69 - 5.6 ล้านบาท , โครงการเซ็นทริค รัชดา-สุทธิสาร ถนนสุทธิสารวินิจฉัย ราคาขาย 2.7 - 5.5 ล้านบาท , โครงการเดอะ เครสท์ พหลโยธิน 11 ถนนพหลโยธิน ราคาขาย 3.5 - 10 ล้านบาท , โครงการเดอะเครสท์ ร่วมฤดี ถนนเพลินจิต ราคาขาย 4.5-10 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่มีการเปรียบเทียบราคากับบริษัทอื่น แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าบริษัทเอสซีมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงมาก และได้รับผลประโยชน์จากการขยายวงเงินจากมาตรการบ้านหลังแรกของรัฐบาล
ด้านสรรเสริญ สมะลาภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเงาปชป. กล่าวว่า ครม.เงารู้สึกผิดหวังนโยบายบ้านหลังแรกอย่างมาก เพราะช่วยคนยากจนจริงๆได้น้อย และช่วยเป็นวงเงินที่น้อย เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ 10 เปอร์เซ็นต์ที่นำมาลด แท้จริงเป็นการลดรายได้พึงประเมิน ดังนั้นการแจ้งรายได้พึงประเมินที่ลดลงไป เมื่อทอนเป็นภาษี เม็ดเงินที่ตกถึงประชาชนจริงๆจะน้อยมาก เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ลดรายได้พึงประเมินได้ 1 แสนบาท แต่เมื่อทอนเป็นภาษีจริงๆที่ประชาชนได้รับแค่ 1.5 - 3.5 หมื่นบาทเท่านั้น ตามการจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำถามตามมาคือการลดภาษีที่น้อยและช่วยคนจนได้น้อย แต่รัฐบาลยืนยันทำได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ประชาชนหรือแก่บริษัทกลุ่มไหน เพราะคำถามคือ วงเงินเพิ่มจาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาท ไปตกกับบริษัทใด
นายสรรเสริญ กล่าวว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวนมากอยู่ในบริษัทเอสซีฯโดยตรงที่มีราคาในระดับนั้น ทั้งนี้เมื่อประเมินเงินรายได้จากประชาชนที่จะมาสร้างรายได้ให้บริษัทเอสซีฯ คร่าวๆ 1 พันยูนิต อย่างต่ำ 1 ยูนิตละ 3 ล้านบาท ก็ 3 พันล้านบาท โครงการนี้เมื่อเทียบการช่วยเหลือประชาชนที่มีฐานะยากจนที่อยากมีบ้าน เทียบกับโครงการรัฐบาลประชาธิปัตย์ เราช่วยได้มากกว่า ด้วยการจัดทำเรื่องกู้ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ใน 2 ปีแรก และการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน ทำให้ขณะนี้ยอดจองอนุมัติไปแล้ว 1.7 หมื่นล้านบาท หากเทียบกับโครงการบ้านหลังแรก จะช่วยเหลือประชาชนได้อีกถึง 10 เท่าตัว เมื่อคิดทั้งเงินและจำนวนราย
นายสรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนการเล่นงานทางกฎหมายกรณีเข้าข่ายประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่นั้น ต้องรอดูยอดจองหลังจากนี้ว่าดีขึ้นอย่างไรบ้าง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่ายอดจองมาจากนโยบายรัฐบาลหรือไม่เมื่อเทียบกับยอดจองบ้านราคา 1-3 ล้านบาทซึ่งเป็นจุดหมายมุ่งช่วยคนจนโดยเฉพาะว่าอันไหนขึ้นมากกว่ากัน และสมาคมอสังหาริมทรัพย์เองยังออกมาบอกแล้วว่าผู้มีรายได้น้อยต้องการบ้านราคา 1-3 ล้านบาทเท่านั้น และเรื่องการเอาผิดต้องปรึกษาทีมกฎหมาย บอกก่อนจะเหมือนการบอกการบ้าน ทั้งนี้เรื่องประโยชน์ทับซ้อนทางนโยบาย เป็นเรื่องปกติของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีตอยู่แล้ว ส่วนจะไปกระทบเสรีการแข่งขันของภาคเอกชนหรือไม่ต้องรอดูว่าบริษัทต่างชาติจะร้องอย่างไร เพราะมีบริษัทต่างชาติที่พร้อมขายคอนโดระดับราคาที่แพงกว่าเล็กน้อยที่อาจเสียโอกาส ซึ่งต่างจากกรณีรถคันแรกชัดเจน เพราะนโยบายแบ่งแยกว่าต้องผลิตในประเทศ
“พท.”อุ้ม“เอสซีแอสเซท”ไม่ได้ประโยชน์
ที่รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าโครงการลดภาษีบ้านหลังแรกของรัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอสซีแอสเซท ว่า จากการตรวจสอบพบว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทเอสซีแอสเซท 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยนั้น มีราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทเอสซีแอสเซทจึงไม่น่าประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลถึง 3,000 กว่าล้านบาท ตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา น่าจะเป็นเพียงการดิสเครดิตน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
วันนี้ประชาชนกำลังจะได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลอง ค้านแบบไม่สร้างสรรค์ ที่ผ่านมาถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลที่ดีแต่พูด วันนี้ยังมีพฤติกรรมที่ดีแต่ค้านอีก ต่างจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่พูดแล้วทำ สร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านจริงๆ อยากขอให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นสุภาพบุรุษ อย่ากล่าวหาโดยไม่มีข้อเท็จจริง จะได้ไม่เสียดายเงินภาษีของประชาชน



