
วันสันติภาพสากล
วันสันติภาพสากล : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
วันที่ 21 กันยายน ของทุกปีเป็นวันสันติภาพสากล ถ้าคุณอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กก็จะได้ยินเสียงระฆังสันติภาพดังกังวาน ระฆังใบนี้หล่อขึ้นจากเหรียญที่เด็กๆ ทั่วโลกร่วมกันบริจาค และที่ด้านข้างของระฆังจะมีตัวอักษรจารึกว่า "Long Live Absolutely World Peace" หรือ “สันติภาพที่แท้จริงของโลกจงยั่งยืน”
วันสันติภาพสากลเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1981 เมื่อที่ประชุมสหประชาชาติได้มีมติให้วันอังคารที่ 3 ของเดือนกันยายนซึ่งตรงกับวันเปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีของสหประชาชาติ เป็นวันสันติภาพสากล เพื่อแสดงถึงความสำคัญของสันติภาพที่มีต่อโลก และต่อมาอีก 20 ปี ใน ค.ศ.2001 เมื่อที่ประชุมสหประชาชาติมีมติให้วันที่ 21 กันยายน เป็นวันยุติการสู้รบของโลก
จึงได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันสันติภาพสากล เพื่อให้ประชาชาติต่างๆ ยุติการการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยอาวุธ และหยุดการสู้รบกันในวันนี้ ขณะเดียวกันก็หาทางเสริมสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก
ถ้าจะกล่าวไปแล้ว การทำให้คนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของสันติภาพ นับเป็นรากฐานที่สำคัญในการที่จะก่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก และจะทำอย่างไรให้คนหันมาใช้สติและปัญญาแทนความรุนแรง เพื่อให้เกิดสันติสุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
ความเคลื่อนไหวในเรื่องวันสันติภาพสากล ได้แก่การที่ชาวบ้านในอำเภอแม่สอด จ.ตาก จัดการเดินเพื่อสันติภาพ (Peace March) เพื่อรำลึกถึงการเดินขบวนอย่างสันติของพระภิกษุในประเทศพม่า เมื่อปี ค.ศ.2007 และร่วมสวดมนต์และตั้งจิตให้เกิดสันติภาพขึ้นในพม่า ประเทศไทย และในโลก ในติมอร์-เลสเต เมื่อปี 2008 สำนักงานสหประชาชาติในประเทศนั้น ได้ตั้งคำขวัญขึ้นว่า “คุณทำอะไรเพื่อสันติภาพบ้าง?” เป็นต้น
แม้ว่าสันติภาพจะเป็นสิ่งที่ชาวโลกปรารถนา แต่การได้มาซึ่งสันติภาพนั้น ย่อมต้องเกิดจากความเห็นพ้องต้องกัน และความร่วมมือร่วมใจกันของทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายที่มีปัญหาต่อกัน ในอันที่จะแสวงหาหนทางแก้ไขข้อพิพาทหรือความบาดหมางด้วยสันติวิธี ซึ่งคงต้องเริ่มตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ต้องทำให้การรักความสงบ รักสันติ เป็นวัฒนธรรมประจำใจและประจำชาติ เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความต้องการ และการใช้กำลังได้ ตราบนั้นสันติภาพก็ไม่มีทางจะเกิดขึ้นอย่างถาวรบนโลกใบนี้ได้
ความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน ล้วนมีสาเหตุประการสำคัญมาจากการที่มนุษย์ยังนิยมชมชอบกับความคิดเรื่องอำนาจนิยม มากกว่าปัญญานิยม การไม่ยอมรอมชอมหรือเลิกแล้วต่อกัน และการอาฆาตมาดร้าย ซึ่งสิ่งต่างๆ ดังกล่าวย่อมพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้เสมอ
สันติภาพที่แท้จริงนั้น คือสันติภาพที่อยู่ในใจของผู้ใฝ่สันติ และสันติภาพที่ถาวร คือสันติภาพของผู้รู้จักการให้อภัย ไม่หมกมุ่นในความเคียดแค้น และการแก้แค้น
ในวาระครบรอบ 30 ปีแห่งวันสันติภาพสากลนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการที่จะเห็นก็คือความสงบสุขของบ้านเมือง การไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน การอภัยและให้โอกาสกัน รวมถึงการธำรงรักษาสันติสุขให้อยู่คู่กับเมืองไทยของเราตลอดกาลนาน ให้สมกับความภูมิใจที่ว่าเราเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารและพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และผมก็เชื่อว่า คงไม่มีคนไทยคนไหนอยากเห็นบ้านอื่นเมืองอื่น จัดงานสันติภาพให้แก่เมืองไทย เหมือนเช่นที่ชาวอำเภอแม่สอดจัดให้แก่พม่าหรอกนะครับ



