
ครบรอบ5ปีรัฐประหาร 2549
ครบรอบ5ปีรัฐประหาร 2549 : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
5 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และมาจนถึงวันนี้ ก็ยังเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของสังคมที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยบอกไว้ว่า เรานั้น "แบกกรรมร่วมกัน"
สิ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องนี้ก็คือไม่มีใครในสังคมนั้นกุมชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากการทำรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา
และเราเรากำลังเดินหน้าไปทุกวัน แม้ว่าเราจะไม่สามารถตกลงกันได้อย่างชัดเจนว่าเราจะไปทางไหน
ในรายละเอียด จะขอหยิบยกเอาบางประเด็นที่สำคัญมาพิจารณาดังนี้
ประการแรก เราค้นพบว่า เสียงข้างน้อยที่มีอำนาจมาก เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย เพราะเสียงข้างน้อยที่มีอำนาจมากนั้นสามารถที่จะเลือกที่จะ "ออกจาก" ประชาธิปไตยได้ โดยเฉพาะประชาธิปไตยแบบที่มาจากเลือกตั้ง
เรื่องนี้สำคัญก็เพราะว่า ในช่วงก่อนหน้านั้น เสียงข้างน้อยที่มีอำนาจมากเลือกที่จะกำกับประชาธิปไตยเสียงข้างมากด้วยการปรับเปลี่ยนกติกา ผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญ และผ่านการใช้สื่อ ซึ่งหมายถึงว่าเสียงข้างน้อยที่มีอำนาจมากเหล่านั้นก็พยายามที่จะสื่อสารกับคนส่วนมากของประเทศ ในสนามประชาธิปไตย
ประการที่สอง เราค้นพบว่า การทำรัฐประหารในครั้งนี้กินเวลายาวนาน และมีการปรับเปลี่ยนในระดับโครงสร้างและกระบวนการทำรัฐประหารที่สลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
ในอดีตนั้นการทำรัฐประหารนั้นอาจจะทำในลักษณะของการขึ้นสู่อำนาจเสียเองของทหาร หรือการตั้งคนกลาง มีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว
อย่างมากก็เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญหมกเม็ดให้ตนเองได้ประโยชน์บ้าง และพยายามสืบทอดอำนาจ
ว่าง่ายๆ ไม่ได้ใช้กลไกของศาลเปลืองขนาดนี้ และยาวนานขนาดนี้
กล่าวคือเดิมมักจะใช้ลักษณะของการตั้งรับ และหลับหูหลับตา อาทิ ปล่อยให้รัฐประหารเกิดขึ้น และการอธิบายว่าการทำรัฐประหารนั้นทำได้โดยยืนตามคำพิพากษาเก่าซึ่งพิพากษาไว้ในยุคที่คณะรัฐประหารครองอำนาจเอง
แต่ครั้งนี้กลไกของศาลนำมาซึ่งการทำลายล้างขั้วตรงข้ามของรัฐประหารอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการดำเนินคดีหลายคดี
ทำให้เห็นว่าเดิมนั้น อาจจะมีสิ่งที่เรียกว่า "รัฐบาลหอย" คือ ทหารโดยเฉพาะคณะรัฐประหารเป็นเปลือกหอยแล้วรัฐบาลเป็นเนื้อหอย
ในช่วงที่ผ่านมาเราพบว่ามีสิ่งที่เรียกว่า "ศาลหอย" คือการตัดสินของศาลในคดีต่างๆ ที่อ้างว่าไม่สามารถทำงานได้ในยุคของรัฐบาลทักษิณนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีภายใต้การค้ำยันจากทหาร และนี่คือเหตุผลสำคัญมากในการอธิบายว่ารัฐประหารจะต้องมีขึ้นเพราะกฎหมายนั้นไม่ทำงานในยุคทักษิณ
คำถามที่ต้องถามต่อก็คือ แม้โดยทฤษฎีเราจะคิดได้ว่า ทหารนั้นแม้ว่าจะยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ทหารก็รู้ว่าถ้ายุ่งเกี่ยวมากก็จะลดทอนเอกภาพของกองทัพลง เพราะเกิดฝักฝ่ายในหมู่ทหารมาก และนั่นคือที่มาของความพยายามของทหารที่จะถอยออกจากการเมืองอย่างเป็นขั้นตอน แต่ในวันนี้เรายังมองไม่เห็นการตระหนักถึงและพยายามของทหารที่จะถอยทางการเมือง
เราคงตีความได้หลายทางเช่น ทหารไม่ถอยเพราะมีอำนาจใหญ่กว่าทหารไม่ให้ทหารถอย ทหารไม่ถอยเพราะประชาชนบางกลุ่มยังไม่อยากให้ทหารถอย ทหารไม่ถอยเพราะผู้นำทหารไม่อยากถอย หรือบางทีอาจเป็นไปได้ว่า ทหารไม่ถอยเพราะว่าตอนนี้ถ้าถอยแล้วผลประโยชน์ของทหารจะมีน้อยกว่า ทั้งในแง่ยุทโธปกรณ์และภารกิจ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ประเด็นท้าทายก็คือจะให้ทหารถอยอย่างไร และเป็นการถอยที่เป็นการปฏิรูปกองทัพในระยะยาว
และในอีกด้านหนึ่งหากใช้ตรรกะเดียวกับทหาร เราคิดว่าศาลนั้นมีเอกภาพเหมือนทหารหรือไม่ ในการเข้ามามีบทบาททางการเมืองเช่นที่ผ่านมา
คงมีอีกมากมายครับถ้าจะระลึกถึงการรัฐประหารเมื่อห้าปีก่อน แต่ที่แน่นอนก็คือ การทำรัฐประหารและการต้านรัฐประหารในครั้งนั้นไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างง่ายๆ แม้ว่าจะผ่านมาห้าปีแล้วก็ตาม...



