
อุตฯท่องเที่ยวเตรียมรับมือ'เออีซี'
อุตฯท่องเที่ยวเตรียมรับมือ'เออีซี'จี้รัฐวางบทผู้นำ-ทำแผนยุทธศาสตร์ให้ชัด
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเปิดอย่างสมบูรณ์ในปี 2558 ย่อมส่งผลต่อภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องนี้
จากการเสวนาโต๊ะกลม จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หัวข้อ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในเวที...AEC” เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างตัวแทนภาครัฐ “สุรพล เศวตเศรนี” ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเอกชน “กงกฤช หิรัญกิจ” ประธานฝ่ายนโยบาย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งพบว่า เออีซี เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย
ททท.เดินหน้าแผนรับมือเออีซี
นายสุรพล กล่าวว่า ททท.ในฐานะเป็นตัวประสานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องปรับโครงสร้างแผนงานเพื่อรองรับกับการรวมตัวกันของอาเซียน เช่น ตั้งกองอาเซียน เพื่อดูการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ ตลอดจนเตรียมความพร้อมทั้งด้านแผนการตลาด การพัฒนาบุคลากร โดยตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป แผนงานของททท.จะเดินหน้าให้สอดคล้องกับการเข้าสู่เออีซีอย่างสมบูรณ์ในปี 2558
“อย่างไรก็ตาม มองว่าการรวมกลุ่มของอาเซียนกันในครั้งนี้ ยังคงมีการแข่งขันอยู่ในทีด้วย ดังนั้น แม้เราจะเปิดกว้าง แต่ก็ต้องระมัดระวังตัวด้วย จึงต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี หากเราไม่แข็งแรงพอก็จะกลายเป็นคนที่อยู่รั้งท้ายกลุ่มได้ ททท.จึงต้องดูทั้งแผนการตลาด และเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากร”
ในส่วนที่ต้องทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น จะต้องดูว่าส่วนประกอบใดที่ไทยมีความแข็งแกร่ง และมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาฐานความแข็งแกร่งของไทย เช่น พบว่า การจัดกิจกรรมหรืองานอีเว้นท์ต่างๆ ของไทยมีความโดดเด่นมาก ซึ่งเรามีความคิดสร้างสรรค์เรื่องนี้สูง สามารถส่งไปแข่งขันในตลาดอาเซียนได้ เช่นเดียวกับการจัดประชุมและสัมมนา (ไมซ์) ขณะที่ความสามารถในการสื่อสารของบุคลากรคนไทยน่าจะยังอ่อน
นายสุรพลกล่าวด้วยว่า ในกลุ่มอาเซียน มีหลายอย่างที่สามารถสร้างร่วมกันได้ โดยอาเซียนจะกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญ เช่น หลายประเทศที่เพิ่งจะเปิดประตูการท่องเที่ยวอย่างอินโดจีน จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐและยุโรปให้ความสนใจ ขณะที่ไทยเองสามารถเป็นผู้เอื้อประโยชน์กับความต้องการนั้นได้ และจะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวในรูปแบบ การท่องเที่ยวแบบหลากหลาย
จี้ไทยชูบทบาทผู้นำในอาเซียน
ด้านนายกงกฤช กล่าวว่า การรวมตัวกันในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ เป็นความพยายามรวมตัวเพื่อไปต่อสู้กับโลกภายนอก โดยเฉพาะจีน และอินเดีย ที่หากเราไม่รวมตัวกันก็จะเสียเปรียบในอนาคต อาเซียนจึงจำเป็นจะต้องเร่งสร้างสมดุลนี้ โดยขับเคลื่อนอาเซียนให้มีความโดดเด่น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองซึ่งได้รับการยอมรับในกลุ่มให้เป็นผู้นำในสาขาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จึงต้องเล่นบทผู้นำในอาเซียนให้สามารถต่อกรได้ตามวัตถุประสงค์ที่ว่านี้ แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก
“ขณะนี้ส่วนใหญ่จะพูดถึงแต่ว่าจะดูแลประเทศไทยอย่างไร ให้ได้ประโยชน์จากเออีซี ซึ่งเป็นการพูดเพียงส่วนเดียวว่าไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร แต่ผมมองว่ายังไม่พอ เพราะภารกิจจะไม่บรรลุผล โดยไทยควรต้องคิดแผนในเชิงรุก ควรต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าอย่างไร”
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวนอกอาเซียนที่เข้ามาเที่ยวในประเทศกลุ่มอาเซียน พบว่า สัดส่วนที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมีมากที่สุด จึงมองว่าไทยมีโอกาสในการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวนอกกลุ่ม และขยายขอบเขต หรืออาณาเขตของไทยที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวจำกัดออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ ถือเป็นการใช้อาเซียนสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยให้มาใช้ฐานที่ประเทศไทยเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมองว่าไทยมีโอกาสในการสร้างศักยภาพดึงดูดให้คนในกลุ่มอาเซียนกันเองเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เชื่อว่าหากเรามีนโยบายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายทั้งสองกลุ่ม เดินทางเข้ามาในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น
เชื่อมิติการลงทุนท่องเที่ยวเปลี่ยน
นายกงกฤช กล่าวอีกว่า ในส่วนของเอกชนเองยังมองอีกว่าในปี 2558 ที่จะเปิดเสรีเต็มรูปแบบในกลุ่มอาเซียนแล้ว จะมีมิติอะไรบ้างที่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่วนตัวมองถึงการเปลี่ยนแปลงใน 2 เรื่องคือ 1.มิติของนักท่องเที่ยว ที่น่าจะเปลี่ยนแปลงโดยนักท่องเที่ยวนอกกลุ่มอาเซียนน่าจะมองไทยเป็นแกนหลักของการเดินทางท่องเที่ยวเข้ามาในกลุ่ม แต่ประเทศไทยควรจะมียุทธวิธีที่ชัดเจน
ส่วนมิติที่ 2 คือการลงทุน ซึ่งคิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะวัตถุประสงค์ของเออีซี คือการเป็นตลาดเดียวกัน และเป็นปัจจัยการผลิตเดียวกัน จะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเรื่องการลงทุนขนานใหญ่
“ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครเคยพูดถึงในเรื่องนี้เลย ทำให้คิดว่าน่าจะมาพูดเรื่องนี้กันจริงจัง เพราะเรามักจะพูดกันแต่จำนวนนักท่องเที่ยว รายได้จากการท่องเที่ยว แต่เมื่อมีการเปิดเออีซี เราน่าจะพูดถึงรายได้จากการลงทุนด้านการท่องเที่ยวด้วย โดยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และเชื่อว่าต่อไปบีโอไอจะเห็นน้ำหนักในส่วนนี้มากกว่าหลายๆ อุตสาหกรรมด้วยซ้ำ”
ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มนักลงทุนนอกอาเซียนน่าจะให้ความสนใจที่จะให้ไทยเป็นฐานเพื่อกระโดดเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอาเซียน โดยใช้ข้อตกลงด้านเสรีการลงทุน อาศัยพาร์ทเนอร์คนไทยเข้ามาจดทะเบียนบริษัท ซึ่งหากเราไม่เตรียมความพร้อมรองรับผู้ประกอบการคนไทยให้มีความพร้อม หรือรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการส่งเสริม ไม่มีการคุ้มครอง ประเทศไทยก็จะเสียโอกาสในการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากกลุ่มทุนนอกอาเซียนให้กับคนอื่นได้
ส่วนการลงทุนภายในกลุ่มอเซียนเองเริ่มมีการขยับบ้างแล้ว เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เข้ามาตั้งธนาคารพาณิชย์ในไทย เป็นต้น
ทำให้มองว่าการเคลื่อนย้ายในมิติของการลงทุนจะยิ่งใหญ่กว่ามิติของการท่องเที่ยว แต่ไทยยังไม่มีแผนการรองรับเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมามักจะพูดแต่เรื่องของการบริการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมที่พัก ส่วนการขนส่งมีพูดถึงกันบ้างเล็กน้อย แต่กลับไม่มีการพูดถึงเรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยเม็ดเงินของภาคเอกชนเอง โดยคิดว่าโครงการ่วมทุนภาครัฐและเอกชนหรือพีพีพี ต่อไปน่าจะต้องนำมาใช้กับการท่องเที่ยวด้วย แต่รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนถึงแผนว่าจะเชิญชวนเอกชนเข้ามาลงทุนด้านใดบ้าง ให้เหมือนกับแผนการลงทุนด้านอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้า
สุดท้ายคือการเคลื่อนย้ายแรงงาน แบ่งออกเป็นอีก 2 ส่วนเช่นกัน โดยการเปิดเสรีเออีซีนับเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ ที่จะมีโอกาสได้คัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถได้อย่างเสรี ซึ่งไทยได้เปรียบจากอัตราค่าจ้างแรงงานที่อยู่ในอันดับต้นทุนของกลุ่มอาเซียน แต่สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพนั้น จะต้องประสบกับภาวะการแช่งขันสูงจากคนนอกประเทศ



