
ไม่สะดวก ไม่จน
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ไม่สะดวก ไม่จน โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
สมัยก่อนมีคำกล่าวว่า ขอเพียงให้คนเรามีปัจจัยสี่ครบถ้วน ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ซึ่งปัจจัยสี่ที่กล่าวถึงกันนั้น ประกอบด้วย อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค แต่เมื่อโลกพัฒนาก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และคนเราก้าวตามการพัฒนารูปแบบดังกล่าวไปติดๆ ก็เริ่มมีคำกล่าวว่า ปัจจัยที่ห้า เกิดขึ้น
เวลาต่อมาปัจจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตถูกปรับเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีการใช้คำศัพท์ต่างชาติเข้ามาเปรียบเทียบ ประกอบไปด้วย 4C คือ บัตรเครดิต (Credit Card) รถยนต์ (Car) ถัดมาคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Phone) และ C ถัดมาคือ ที่อยู่อาศัยแบบรังนกกระจอก หรือ คอนโดมิเนียม (Condominium)
เมื่อบัตรเครดิตและโทรศัพท์เคลื่อนที่พัฒนามาถึงทุกวันนี้ ผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกพาเงินสด ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แม้จะยังไม่มีเงินเก็บเหลืออยู่ในธนาคารก็ยังสามารถซื้อเครื่องใช้ไม้สอยได้ แล้วเมื่อถึงเวลาที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บเงินจึงค่อยจ่ายหรือค่อยทยอยผ่อนจ่ายก็ยังได้อีก
ความสะดวกสบายดังกล่าวที่ว่ามานี้เอง เป็นตัวทำให้คนสมัยนี้หาเงินไม่พอใช้ หรือเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว หลายคนต้องย้ายที่ทำงาน เพราะทนถูกทวงถามหนี้สินจนไม่มีใจทำงาน แล้วก็โทษเจ้าหนี้ว่าใช้วิธีการทวงที่ไร้คุณธรรม ทั้งที่ต้นตอปัญหาคือตัวเองที่ไม่ควบคุมการจับจ่ายใช้สอยให้พอเพียงแก่ฐานะของตนเอง
วิธีการป้องกันการเกิดหนี้และช่วยให้เงินรายรับที่หามาได้ มีเหลือเก็บมากขึ้นเท่าที่ผมได้ทดลองทำในช่วงเวลาประมาณครึ่งปีที่ผ่านมา และได้ผลทันตาเห็นคือ หนึ่งไม่พกบัตรเครดิตติดตัวอย่างเด็ดขาด อยากจะซื้อหาอะไรก็ใช้เงินสดๆ เพราะจะทำให้เรารู้สึกเสียดายที่เห็นเงินถูกจ่ายออกไป และหมายความว่าเราต้องมีเงินจริงอยู่แล้วถึงตัดสินใจซื้อ ไม่ได้เอาเงินที่อาจจะมีหรืออาจจะไม่มีในอนาคตมาก่อหนี้ซื้อของ
สองไม่พกบัตรเอทีเอ็ม ติดตัวหรือไม่ใช้บัตรเอทีเอ็มเลย เมื่อต้องการใช้เงินก็ถือสมุดเงินฝากไปเบิกกับธนาคารโดยตรง จะได้รู้ว่ายอดเงินในธนาคารของเรายังมีเหลืออยู่เท่าใด และทำให้เรายุ่งยากในการที่จะเอาเงินออกมาใช้ จนบางครั้งเกิดอาการ “ขี้เกียจ” ทำให้ไม่ต้องไปถอนเงินออกมาหรืองดการใช้จ่ายไป
และสามให้วางแผนไปเบิกเงินจากธนาคารสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ให้ยอดเงินที่เบิกเพียงพอกับรายจ่ายที่เราตั้งงบประมาณไว้ในแต่ละสัปดาห์ การทำแบบนี้จะทำให้เราเกิดความประหยัดขึ้นโดยอัตโนมัติในช่วงปลายสัปดาห์ เพราะเราจะรู้สึกว่าเงินสดในกระเป๋าของเราเหลือน้อยลงไปแล้วนั่นเอง
สี่หลีกเลี่ยงการไปเดินตามห้างสรรพสินค้าโดยไม่จำเป็น ถ้าจะไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ก็ให้เดินตรงไปซื้อที่แผนกนั้นๆ แล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน จะได้ไม่เกิดกิเลสเมื่อเห็นของใหม่ๆ ที่วางโชว์เอาไว้ และหากเป็นเครื่องใช้ส่วนตัวหรืออาหารสดที่ต้องซื้อมาเก็บ ให้ซื้อเฉพาะที่เพียงพอต่อการใช้หนึ่งเดือนสำหรับของใช้ และเพียงพอสำหรับหนึ่งสัปดาห์สำหรับอาหาร อย่าไปหวังว่าซื้อครั้งละมากๆ จะทำให้ได้ส่วนลดหรือของแถม เพราะหากเราเห็นว่ามีของมากจะทำให้เราเกิดการใช้อย่างไม่ประหยัดเกิดขึ้น
ประการที่ห้า ที่ผมใช้มานานแล้วคือเรื่องของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผมใช้ชนิดที่มีลูกเล่นน้อยที่สุด เพราะหวังประโยชน์จากการโทรออกและรับสายเข้าเท่านั้น ทำให้ผมไม่ต้องไปเสียค่าบริการเสริมทั้งหลาย ที่มีรอล่อหลอกเงินในกระเป๋ามากมาย ไม่เว้นแม้แต่เพียงแค่การตั้งเสียงเรียกเข้าหรือเสียงรอสาย
ทั้งห้าประการที่ผมได้ทดลองทำมาในช่วงเวลาหกเจ็ดเดือนที่ผ่านมา พบว่าผมสามารถลดรายจ่ายลงไปได้มาก เพียงแค่ผมยอมลด “ความสะดวกทางด้านการเงิน” ลงไปเท่านั้น โดยไม่จำเป็นที่จะต้องดิ้นรนหารายรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด หรือเท่ากับว่าถ้ามีรายรับเพิ่มมากขึ้น ผมก็จะมีเงินเก็บเหลือเพิ่มมากพอที่จะไปซื้อรถมาขับเล่นอีกสักคันไงครับ



