ข่าว

ตีโจทย์ให้แตก'แม่สอด'เขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

ตีโจทย์ให้แตก'แม่สอด'เขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

19 ก.ย. 2554

ตีโจทย์ให้แตก'แม่สอด'เขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : สัมภาษณ์พิเศษนายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก โดยสกาวรัตน์ ศิริมา

           เมืองค้าชายแดนไทย-พม่าอันดับต้นๆของภาคเหนือ อย่างอำเภอแม่สอด จังหวัดตากที่มีมูลค่าการค้าสูงถึงปีละ 30,000 ล้านบาท กำลังถูกจับตามองการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการจัดตั้งเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนครแม่สอด ในฐานะเป็นหัวเรือใหญ่ของภาคเอกชน อย่าง"บรรพต ก่อเกียรติเจริญ"ประธานหอการค้าจังหวัดตาก มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อผลักดันให้เป็นโมเดลแม่สอดนำไปต่อยอดพัฒนาเมืองชายแดนทั่วประเทศไทย 

 

@ มุมมองภาคเอกชนต่อการตั้งเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนครแม่สอด

            เรามองว่าเป็นเรื่องดีต่อการพัฒนา อ.แม่สอดในระยะยาว เพราะถือเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน ที่ต้องพัฒนาให้ทันต่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558  เช่นเดียวกันกับการขยายตัวของเมือง ซึ่งการตั้งเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้น เชื่อว่าเดินมาถูกทางแล้ว เพราะองค์ประกอบการบริหารเมืองแบบพิเศษ จะมีความชัดเจนของระบบจัดการเมือง และบริหารงานครบวงจร ที่สำคัญ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี รวมถึงการใช้งบประมาณบริหารจัดการเป็นรูปแบบมหานครไม่ใช่ระบบราชการ

            "เรื่องนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องของเอกชนโดยตรง ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเมื่อเปิดการค้าเสรีเท่ากับไม่มีพรมแดน แต่ตอนนี้ทุกอย่างเดินหน้าล่าช้า ขณะที่ อ.แม่สอดมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็ว คาดว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่มูลค่าการค้าไทย-พม่าจะทะลุ 1 แสนล้านบาท"

 

@ศักยภาพความพร้อมทุกด้านในพื้นที่เป็นอย่างไร

             ผมมองว่าค่อนข้างมีความพร้อม และโดดเด่นด้านการค้าชายแดนไทย-พม่า หากประเมินภูมิประเทศ อ.แม่สอด ห่างจากจุดยุทธศาสตร์การค้าของพม่าไม่มาก ปัจจุบันนี้แม่สอดถือเป็นต้นทาง ลำเลียงสินค้าอุปโภค-บริโภคจากไทยเข้าสู่กรุงร่างกุ้ง  ซึ่งในอนาคตเป็นไปได้ว่าพม่าอาจจะสร้างท่าเรือน้ำลึก  รองรับเรือ ขนาด 5 หมื่น-1 แสนตัน ห่างจาก อ.แม่สอดเพียง 200 กม.ปัจจุบันถือเป็นเส้นทางลำเลียงอาหารทะเลจากพม่าเข้ามาไทย

             ดังนั้น โอกาสที่ อ.แม่สอด จะกลายเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของพม่าไปสู่ประเทศที่ 3 ไม่ไกลเกินเอื้อม  รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่วางไว้ก่อน เช่น สะพานมิตรภาพไทย-พม่า ก็เป็นปัจจัยหนึ่งสะท้อนถึงการเติบโตในอนาคต  มีพื้นที่อยู่อีกมาก และเตรียมพื้นที่ไว้รองรับ 6,000 ไร่ เพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจ  พิเศษแม่สอด ตลอดจนสำรวจพื้นที่ เพื่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 แสดงว่ากรุงเทพฯ มีศักยภาพที่หลายฝ่ายไม่ควรมองข้าม

            "สิ่งที่น่าห่วง คือ ระบบสาธารณูปโภคเมือง หากจะยกระดับเป็นมหานคร  เพราะสำคัญต่อการพัฒนาเมือง และเศรษฐกิจในอนาคต แต่ทุกวันนี้ ยังเป็นโครงการที่คิดไว้ ยังไม่ได้ปฏิบัติจริง โดยเฉพาะงบอาจสูงหมื่นล้านบาท  ซึ่งระยะยาวมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า"

 

@อุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับครั้งนี้

            การวางระบบของเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนครแม่สอด เป็นหัวใจสำคัญที่สุด เพราะหากยังตีโจทย์ไม่ได้จะทำให้การเป็นมหานครไม่บรรลุเป้าหมาย โดยต้องมองทะลุถึงคนในท้องถิ่นจะได้ประโยชน์อะไร และอยู่ร่วมกันได้อย่างไร รายได้ที่เปลี่ยนแปลงจะจัดสรรยังไง ระบบราชการในพื้นที่จะไปในทิศทางใด  การวางโครงสร้างสาธารณูปโภคออกแบบอย่างไรให้เหมาะกับเมือง และการรับมือภัยธรรมชาติในอนาคต หากไม่สามารถตอบโจทย์ได้จะเป็นอุปสรรคสำคัญ

            ขณะที่ความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรมีมากน้อยแค่ไหน เพราะการดึงอำนาจองค์กรระดับประเทศเป็นเรื่องยาก และในอนาคตเมื่ออาเซียนไม่มีพรมแดน  หน่วยงานรัฐบริเวณชายแดนต้องมีเป็นสากล  และทำงานหนักกว่าเดิมทั้งด้านความมั่นคงประเทศ ป้องกันก่อการร้าย และยาเสพติด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรจะชัดเจนก่อนไปก้าวสู่มหานคร หรือควรสร้างบ้านพร้อมอยู่ไม่ใช่ต่อเติม ซึ่งจะทำให้การพัฒนาประเทศตามเพื่อนบ้านไม่ทัน

 

@ ข้อเสนอของภาคเอกชนต่อรัฐบาล

            สิ่งสำคัญที่สุดขึ้นอยู่ว่า รัฐบาลจะจับต้องหรือไม่ เพราะการรับไม้ต่อของรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่ ก็มีความหมาย ที่ผ่านมา ขั้นตอนร่างกฎหมายเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นผ่านการกลั่นกรอง มาถึง 4 ปี  เรื่องนี้ควรเร่งดำเนินการเสมือนเป็นยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญว่าตอนนี้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อเนื่อง

            "การตั้งเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เป็นเรื่องต้องพัฒนาควบคู่ เมื่อทำได้จะกลายเป็นโมเดล ที่นำไปพัฒนาในเมืองอื่นได้มีประสิทธิภาพ"