
'กษิต'ซัดฮุนเซนเลิกถือหางแดง
'กษิต'ฝากนักข่าวเขมรบอก'ฮุนเซน'เลิกถือหางเสื้อแดง ปล่อยประเทศเป็นฐาน ทิ่มปชป.ออกนอกหน้า
19 ก.ย.54 นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศกัมพูชาเข้าพบว่า เป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้สื่อข่าวไทย-กัมพูชา หลังว่างเว้นมานาน โดยในการหารือครั้งนี้ ได้พูดคุยในเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและรัฐบาลปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ยังได้พูดคุยปัญหาเฉพาะ อาทิ ประเด็นปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้โดยรวมตนได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าได้รู้จักกับสมเด็จฮุนเซ็นมานาน และมีความมุ่งมั่นอยากจะเห็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-กัมพูชา โดยสิ่งหนึ่งที่วงสนทนาเห็นร่วมกันว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นคือ 1.ในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ในอดีตมีความระหองระแหงกัน ซึ่งจากนี้ไปจะต้องมีการชำระประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในส่วนไทย-กัมพูชาเพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ ป้องกันไม่ให้นักการเมืองนำไปใช้ประโยชน์ 2.ยืนยันว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีความคิดที่ไม่ดีงามต่อกัมพูชา ไม่เคยมีผลประโยชน์ทับซ้อนและแทรกแซงกิจการภายในแต่อย่างใด
ทั้งนี้ นายกษิต กล่าวว่า ตนได้ฝากบอกผู้สื่อข่าวกัมพูชาให้กลับไปสื่อสารกับทางการกัมพูชาว่า ขณะนี้ประเทศไทยค่อนข้างหวาดหวั่นพฤติกรรม สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มีการต้อนรับนักโทษที่หนีคดีในประเทศไทยแทนที่จะให้ความร่วมมือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เหมือนกับมีพฤติกรรมถือหางกลุ่มการเมือง อีกทั้งยังแสดงออกให้เห็นว่าจะไม่เอากลุ่มการเมืองอื่นเลยนอกจากกลุ่มที่ตัวเองสนับสนุน ซึ่งทั้งหมดเข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในที่มิตรประเทศไม่น่าทำ นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังถือว่าละเมิดกฎบัตรอาเซียนว่าด้วยหลักการไม่แทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกิจการภายในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องไม่พึงกระทำ ส่วนกรณีปราสาทพระวิหารนั้นยืนยันว่าในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นเรื่องของการทำทุกอย่างให้ถูกต้องกับรัฐธรรมนูญ และเอ็มโอยูปี 43 ที่มีอยู่ ไม่มีนอกมีใน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
นายกษิต กล่าวต่อว่า สื่อกัมพูชาคงจะเข้าใจหลังจากที่ได้ฟัง และให้ความร่วมมือในการสื่อสารออกไป ส่วนรัฐบาลกัมพูชาจะให้ความร่วมมือหรือไม่นั้นเป็นอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา แต่การกระทำของรัฐบาลกัมพูชาที่ไปร่วมสังฆกรรมด้วยนั้นมันมากกว่าการไม่ให้ความร่วมมืออีก เพราะถือว่านอกจากไม่ให้ความร่วมมือกับสังคมและกระบวนการยุติธรรมไทยแล้ว ยังไปถือหางกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่งอีก แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ที่อย่างไรก็คงไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาเป็นอันขาดเพราะไม่อยากยุ่งอำนาจอธิปไตยของเขา ดังนั้นอยากให้รัฐบาลของสมเด็จฮุนเซ็นปฏิบัติกับประเทศไทยแบบนี้ด้วย
เมื่อถามว่า มองการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศอย่างไร กับการรู้ที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ นายกษิต กล่าวว่า งานของกระทรวงการต่างประเทศต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ1.งานของข้าราชการประจำที่ดำเนินการอยู่แล้ว 2.งานที่เป็นนโยบายจากรัฐบาล ตนคิดว่าการที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเอาผู้ร้ายในต่างแดนกลับมาเหมือนกรณีในอดีต อาทิ กรณีนายปิ่น จักกะพาก นายราเกซ สักเสนานั้น เหมือนเป็นงานที่ต้องปฏิบัติทั่วไป ที่จะต้องได้รับความร่วมมือกับเจ้าของเรื่องนั่นคือ สำนักงานอัยการสูงสุดและตำรวจ ซึ่งเมื่อทราบว่าผู้ต้องหาอยู่ที่ใดก็สามารถดำเนินการได้เลย ไม่ต้องรอให้รัฐมนตรีการต่างประเทศคนใหม่สั่ง ตำรวจที่จะติดต่อกับรัฐบาลกัมพูชา หรือจะบอกกล่าวกับรัฐบาลกัมพูชาว่าอย่าให้คนไทยใช้ประเทศของเขาเป็นฐานเล่นการเมืองของไทย เหมือนที่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ฝ่ายค้านของประเทศอื่นมาเป็นเวทีทางการเมืองภายใน
“กรณีแบบนี้ กระทรวงต่างประเทศชี้แจงได้ จะเรียกทูตกัมพูชามาชี้แจง หรือทูตของเราที่พนมเปญพูดกับรัฐบาล ส่วนเขาจะฟังหรือไม่ฟังนั้นอีกเรื่องหนึ่ง อะไรที่ทำได้ก็ทำไม่ต้องรอทิศทางลมทางการเมือง ถือว่าเป็นหน้าที่ของทั้ง3หน่วยงานคือ สำนักงานอัยการ กระทรวงการต่างประเทศ ตำรวจ จะบอกว่ารัฐมนตรีไม่สั่งก็กระไรอยู่ เพราะเรื่องแบบนี้ก็ทำมาโดยตลอด” นายกษิต กล่าว
นายกษิต กล่าถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุที่ประเทศกัมพูชาว่าทั้ง 3 ประเทศคือไทย กัมพูชา และบรูไน เปรียบเสมือนเป็นพี่เป็นน้องกันว่า ยังไม่ได้ฟังว่าท่านสุลต่านของประเทศบรูไนยอมรับการเป็นพี่น้องด้วยหรือไม่ เพราะท่านเป็นอมาตย์และบรรดาไพร่จะคบกับอมาตย์ต้องขออนุญาตก่อน หรือไพร่กลายเป็นอมาตย์หมดแล้ว ส่วนการรักกันเช่นนี้เป็นความรักแบบมีอุดมการณ์อย่างไร จะเป็นอุดมการณ์ที่อยากจะปกครองบ้านเมืองโดยพรรคพรรคเดียว หรือคนคนเดียว มีระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงในประเทศอาหรับแล้วว่าการปกครองด้วยคนคนเดียวนั้นล้าสมัยและสวนทางกับยุคโลกาภิวัฒน์ สวนทางกับความประสงค์ของประชาชนทั้งในไทย กัมพูชา บรูไน และชาวอาหรับทุกที่ที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ เป็นเจ้าของประเทศ ไม่ต้องการให้พรรคเดียว คนเดียวมาปกครอง
เมื่อถามว่า กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับ สมเด็จฮุนเซน นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่กับกรณีของประเทศบรูไนนั้นจะมีผลกระทบอย่างไร นายกษิต กล่าวว่า กระทบแน่นอน เพียงแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะทำอะไรที่ถูกต้องหรือไม่ และเป็นเรื่องที่ท่านสุลต่าน บรูไนจะรับหรือปฏิเสธ จะฟังแต่ สมเด็จฮุนเซ็น และ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องบอกให้ชัดว่ามีความสัมพันธ์อย่างไร และเหตุใดถึงมีอุดมการณ์แบบเดียวกัน เรื่องนี้ได้สร้างความสงสัยให้กับประชาชน ทั้งนี้ ตนทราบข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปบรูไนหลายครั้ง ทั้งอ้างว่าไปรักษาตัวซึ่งก็ถือเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่หากมีเรื่องธุรกิจ การเมืองก็ต้องเตือนให้ประเทศบรูไนพึงระวัง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับสื่อกัมพูชาถึงกรณี นายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒน์ไพบูรณ์ สองแกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ที่ถูกจับกุมตัวที่ประเทศกัมพูชาหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ก็ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวกัมพูชาว่าระบบของไทยช้ากว่าระบบของกัมพูชา เพราะฉะนั้นตอนที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ส่งตัวนักโทษชาวไทยมุสลิมมาให้ เขาก็สามารถทำได้ทันทีตามระบบของเขา แต่ของเราต้องมีการดำเนินการผ่านขั้นตอน ซึ่งก็ใกล้จะเสร็จแล้ว แต่เราไม่เคยเบี่ยงเบนความรับผิดชอบ ความจริงกัมพูชาสามารถดำเนินการในกรณีนักโทษชาวไทยมุสลิมได้ กัมพูชาก็ไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ที่จะสามารถเร่งกระบวนการส่งนายวีระและนางราตรีได้เช่นกัน เพราะการจับกุมถือเป็นคดีการเมืองมากกว่าคดีอาญา
หากกัมพูชาอ้างว่า เราไม่เคารพกฎหมายของกัมพูชาก็ต้องมีการทะเลาะด้านการเมืองและทางด้านความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวไทยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ทั้งนี้รู้ๆกันอยู่ว่าการจับกุมนายวีระและนางราตรีพร้อมด้วยคนไทยอีก 6 คนมีนัยยะทางการเมืองมาตลอดเวลาถ้าเกิดไม่จับและปล่อยมาทันทีก็สามารถทำได้ แต่ครั้งนี้จับมาแล้วก็นำตัวทั้งหมดไปยังกรุงพนมเปญหมด



