ข่าว

เพิ่มรายได้'รากหญ้า'เป้า'กิตติรัตน์'

เพิ่มรายได้'รากหญ้า'เป้า'กิตติรัตน์'

19 ก.ย. 2554

เพิ่มรายได้'รากหญ้า'กระตุ้นใช้จ่าย เป้าหมายสร้าง'สมดุลศก.ใหม่' ใต้บังเหียน 'กิตติรัตน์ ณ ระนอง'

          คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ประชานิยม” สุดลิ่มนั้น โดนใจประชาชนรากหญ้าอย่างจัง จนนำมาซึ่งคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และแม้จะมีหลายฝ่ายแสดงความห่วงใยในเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่เมื่อสัญญากับประชาชนไว้แล้ว รัฐบาลก็จำเป็นต้องเดินหน้า

           อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้กุมบังเหียนในการดำเนินนโยบายในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจแล้ว “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” ยืนยันว่า การดำเนินนโยบายเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือก หรือการยกเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล้วนมีที่มาที่ไปและมีความสัมพันธ์กันในการปรับเปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจไทยใหม่และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มที่มีรายได้น้อย

           “กิตติรัตน์” เปิดเผยกับสื่อในเครือเนชั่นว่า รัฐบาลรู้ตั้งแต่เลือกตั้งแล้วว่าการใช้งบประมาณของปี 2555 จะต้องมีความล่าช้าไปถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ดังนั้นการบริหารงานในช่วงหลังจากงบประมาณเดิมในปี 2554 หมดลง จะสามารถใช้จ่ายได้เฉพาะในส่วนของงบรายจ่ายประจำเท่านั้น ถ้าเป็นนโยบายหรือโครงการใหม่จะยังใช้เงินไม่ได้เลย ยกเว้นในส่วนของงบกลาง จึงเตรียมแผนไว้รองรับ โดยมองว่าอะไรที่ไม่จำเป็นต้องเก็บจากประชาชนก็อย่าเพิ่งเก็บเข้ามา ทำให้เป็นที่มาของการยกเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาน้ำมันลดลง เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ซึ่งการไม่เก็บเงินเข้ากองทุนก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เพราะกองทุนก็ไม่ได้ติดลบ

           อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงที่ต้องแก้ไขในระยะยาวด้วย เพราะกองทุนน้ำมันมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคา แต่ที่ผ่านมามีการเก็บเงินเข้ากองทุนแบบตายตัว ทำให้ราคาในประเทศเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลกแบบทันทีทันใด ไม่มีความราบรื่นในการเคลื่อนไหวของราคา นอกจากนี้ ในการเก็บเงินเข้ากองทุนยังถูกใช้มาเป็นมาตรการส่งเสริมพลังงาน คือ หากต้องการส่งเสริมพลังงานชนิดใดก็เก็บเงินเข้ากองทุนต่ำ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ เพราะการส่งเสริมควรใช้ภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวช่วย

           “การชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพราะรู้ว่าการใช้งบประมาณภาครัฐจะล่าช้า และกองทุนก็ไม่ได้อยู่ในภาวะติดลบ ดังนั้นการที่จะให้ประชาชนมีเงินของเขาไว้ก่อนเป็นเรื่องที่สมควรทำ”

           ส่วนเรื่องค่าแรงขั้นต่ำนั้น รัฐบาลอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องประชานิยมเพื่อเอาใจคนเมือง แต่ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ ที่ผ่านมาการเติบโตของเศรษฐกิจมาจากการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่การอุปโภคบริโภคในประเทศแทบไม่โตเลย หรือเติบโตในอัตราต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกกระจายไปสู่ผู้คนอย่างทั่วถึง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีการกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม ดังนั้น ในกลุ่มที่มีรายได้สูงไม่ว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มแค่ไหน คนกลุ่มนี้ก็จะไม่บริโภคเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

           “แต่คนกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูง หากเขาได้เพิ่มมาอีกหน่อยก็จะบริโภคเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องงูกินหางว่าทำไมเขาจึงไม่มีรายได้สูง เพราะทักษะฝีมือแรงงานไม่ดีใช่หรือไม่ หรือธุรกิจที่เราเลือกเป็นธุรกิจที่เป็นแรงงานเข้มข้นอันเป็นผลพวงมาจากนโยบายดั้งเดิม จึงทำให้ธุรกิจนั้นดำรงอยู่ต่อไป”

           ทั้งนี้ ในอดีตรัฐบาลจำเป็นต้องเลือกอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพราะเศรษฐกิจไทยในอดีตพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อหมดฤดูเพาะปลูกก็มีปัญหาการว่างงานเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการจ้างงานในประเทศมีอัตราสูงมาก เรียกว่าเกินพอดีด้วยซ้ำ ทำให้ต้องมีการดึงแรงงานต่างด้าวเข้ามาจำนวนมาก และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ปัญหาอาจบานปลายไปเป็นปัญหาสังคมได้ ถือเป็นเรื่องอันตราย จึงมีคำถามว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยเติบโตไปเช่นนี้หรือ คือปล่อยให้ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นจ้างงานด้วยค่าแรงต่ำๆ ต่อไป มาผนวกกับแนวคิดที่ว่า หากคนที่มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะเป็นผู้บริโภคที่ดีช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้สมดุล โดยไม่ต้องหวังการส่งออกมากๆ

           “เมื่อคนรายได้น้อยต้องบริโภคเท่าที่หาได้ ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งการที่บริโภคไม่ได้มากนักด้วยค่าแรงที่ต่ำมันก็เป็นปัญหาเรื่องการกินดีอยู่ดี ซึ่งหน้าที่การบริหารเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นเรื่องให้จีดีพีโตอย่างเดียว มันเป็นเรื่องการส่งมอบความสุขให้คนที่อยู่ในสังคมด้วย”

           สำหรับการดำเนินการในเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ขณะนี้มีหลายบริษัทที่พร้อมจะดำเนินการ แต่รัฐบาลในฐานะนายจ้างคนหนึ่งก็จะดำเนินการเลยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ทั้งในส่วนที่เป็นลูกจ้างโดยตรง และลูกจ้างโดยอ้อม คือ กลุ่มลูกจ้างที่แต่ละองค์กรมีการจ้างแบบเอาท์ซอร์ส ไม่ว่าจะเป็น แม่บ้าน หรือ พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ก็จะได้ค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ซึ่งในส่วนของเอกชนนั้น เท่าที่พูดคุยกันมองว่าปัญหาของธุรกิจคือ ดอกเบี้ยแพง เพราะที่ผ่านมามีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเงินเฟ้อมาอย่างต่อเนื่อง และนอกจากเรื่องดอกเบี้ยที่จะช่วยเอกชนเรื่องต้นทุนได้แล้ว ก็คือ เรื่องการชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง โดยเมื่อมีการพูดคุยกันแล้ว ภาคเอกชนหลายแห่งก็เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล

           “ภาคเอกชนก็เห็นว่า ถ้ารัฐบาลสามารถดำเนินการได้จะทำให้กำลังซื้อในประเทศเกิดขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อยอดขายของเขาด้วย ดังนั้น การเพิ่มจีดีพีขึ้นไปอีก 2.5% ตามที่ผมเคยหลุดปากไปไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจีดีพีประเทศเท่ากับ 10 ล้านล้านบาท ก็เท่ากับเพิ่มขึ้นอีก 2.5 แสนล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น หรือการเกลี่ยรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยได้บริโภคเพิ่มก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น อันนี้คือการเปลี่ยนสมดุลประเทศไทยที่เคยพึ่งส่งออกอย่างมาก มาเป็นแนวโน้มใหม่ที่เป็นการพึ่งพาการบริโภคในประเทศ”

           ขณะที่ผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี จากการขึ้นค่าแรงนั้น “กิตติรัตน์” อธิบายว่า จากการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของเอสเอ็มอี เป็นบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ หรือเป็นซัพพลายเชน ดังนั้น ก็เท่ากับเป็นลูกจ้างของบริษัทใหญ่ เมื่อลูกจ้างไม่ไหวก็ต้องบอกให้เพิ่มราคาให้ด้วย หรือส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเอสเอ็มอีอีกกลุ่มก็เป็นประเภทที่ไม่อยากจ่ายภาษี จึงเห็นว่างบการเงินขาดทุนอยู่ตลอดเวลา แต่ในอนาคตเมื่อรัฐบาลจะลดอัตราภาษีลงอย่างต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรัฐบาลไม่ได้อยากใช้อัตราภาษีสูง แต่ต้องการเก็บภาษีได้ปริมาณที่สูง

           รองนายกรัฐมนตรียังอธิบายถึงความเชื่อมโยงของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกด้วยว่า ที่ผ่านมาราคาสินค้าหลายชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าที่เข้า 3 ลักษณะ คือ คนกินได้ สัตว์กินได้ และแปลงเป็นพลังงานได้ แต่สินค้าข้าว แม้จะเป็นอาหารที่ดีเลิศหากมีเพียงคนกินเป็นหลัก ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสเท่าสินค้าอื่น และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวไม่ได้ขยับขึ้นไปเลย ด้วยหลายปัจจัย รวมทั้งนโยบายประกันราคา ทำให้คนไทยและต่างชาติบริโภคข้าวในราคาถูก จากการกดราคาตั้งแต่ในประเทศ เพราะรัฐบาลเป็นผู้จ่ายส่วนต่าง แม้เงินจะถึงมือชาวนา แต่กลไกนี้ก็ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ

           ดังนั้น เมื่อนโยบายของพรรคต้องการเอื้อให้คนกลุ่มที่มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่ม จึงเข้าไปศึกษาต้นทุนการปลูกข้าวและรายได้ของเกษตรกร เมื่อคำนวณต้นทุนบวกรายได้ที่จะทำให้ชาวนาอยู่ได้ จึงออกมาที่ราคารับจำนำดังกล่าว แม้จริงๆ รัฐบาลไม่ได้อยากเข้าไปรับจำนำ แต่เพื่อให้กลไกราคาทำงานก็ต้องเข้าไปบริหารจัดการ ส่วนสาเหตุที่ต้องเตรียมวงเงินไว้สูง เพราะยังมีบางส่วนที่ไม่เชื่อมั่น อาจทำให้ระบบกลไกไม่เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลวางไว้ จึงต้องเข้ามาทำหน้าที่กระตุ้นให้กลไกทำงาน โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องการแค่ขอต้นทุนบวกกำไรให้แก่ผู้ปลูกข้าว  

           นี่คือแนวคิดและที่มาที่ไปของนโยบายที่ถูกมองว่าเป็น “ประชานิยม” เพื่อเจาะจงเอาใจกลุ่มคนที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย