ข่าว

ปตท.ทุ่ม3พันล.สร้างนวัตกรรมใหม่

ปตท.ทุ่ม3พันล.สร้างนวัตกรรมใหม่

18 ก.ย. 2554

ปตท.ทุ่มงบวิจัยกว่า3พันล้าน หนุนสร้างนวัตกรรมรองรับอนาคต : รายงานพิเศษ โดย วัชร ปุษยะนาวิน

            เศรษฐกิจโลกในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ความได้เปรียบทางการแข่งขันของแต่ละประเทศเปลี่ยนไปจากความมั่งคั่งทางทรัพยากรไปสู่ความมั่งคั่งทางปัญญา เห็นได้จากการที่บริษัทชั้นนำของโลกต่างย้ายฐานการผลิตไปใช้ทรัพยากร และแรงงานในประเทศอื่น แล้วผันตัวเองไปสู่การวิจัย พัฒนา ส่งออกนวัตกรรมแทนสินค้า เนื่องจากทรัพยากรทุกชนิดย่อมมีวันหมดไป แต่ทรัพยากรทางปัญญาไม่มีวันหมดสิ้น

             ในส่วนของประเทศไทยแม้ว่าจะตระหนักในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นผลเชิงรูปธรรม ถึงแม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะประกาศนโยบายเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาเป็น 1% ของจีดีพี แต่ในความเป็นจริงมีสัดส่วนเพียง 0.2% ของจีดีพี มูลค่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 1% ของจีดีพี ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียมีงบวิจัย 0.64% สิงคโปร์ 2.31% และญี่ปุ่น 3.32% จึงทำให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศอ่อนด้อยลงเรื่อยๆ

             อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนชั้นนำของไทยหลายราย เช่น ปตท. เครือเจริญโภคภัณฑ์ และเอสซีจี ต่างก็ได้ตระหนักถึงความอ่อนด้อยในเรื่องนี้ จึงได้ปรับตัวทุ่มงบวิจัยและพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อยกระดับจากธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไปสู่ธุรกิจข้ามชาติในระดับสากล โดยเฉพาะ ปตท. ได้ทุ่มงบมหาศาลไปกับงานวิจัย

             นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บมจ. ปตท. กล่าวว่า ปตท.ได้ปรับตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตและขายพลังงานที่เน้นการซื้อเทคโนโลยีเป็นหลักไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำการวิจัยและพัฒนาควบคู่กับการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด นำผลวิจัยไปสู่มูลค่าทางธุรกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นบริษัทชั้นนำ 1 ใน 100 ของฟอร์จูน (Fortune) จากปัจจุบันที่ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 128 หาก ปตท. ไม่ทุ่มเทในจุดนี้ ก็ไม่มีทางบรรลุเป้าหมายได้ เพราะทุกธุรกิจถ้ามีเงินก็ซื้อเทคโนโลยีได้ แต่การสร้างเทคโนโลยีเองจะเพิ่มความได้เปรียบมากกว่า

            ทั้งนี้ ปตท. ได้ให้การสนับสนุนนักวิจัยอย่างเต็มที่ทั้งในส่วนของบริษัทในเครือ และสถาบันศูนย์วิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ในการต่อยอดความรู้ และการเพิ่มนวัตกรรมให้แก่สินค้า ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2542 จนถึงขณะนี้ หน่วยงานวิจัยต่างๆ ของ ปตท. ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้วกว่า 37 สิทธิบัตร มีนักวิจัยทั้งหมด 250 คน และกว่า 90% เป็นคนไทย ส่วนคนต่างชาติที่จ้างเข้ามาจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในระดับที่สูงมาก เพื่อเข้ามาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักวิจัยไทย โดย ปตท. จะใช้ศักยภาพของบุคลากรชั้นนำทั่วโลก เพื่อสร้างความเจริญให้แก่ประเทศ

             ด้าน นายไชยเจริญ อติแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. กล่าวว่า ในปีนี้สถาบันวิจัยฯ ได้งบคิดเป็นสัดส่วน 3% ของกำไร มีมูลค่า 1.8 พันล้านบาท แต่ถ้ารวมทั้งเครือ ปตท. จะมีประมาณ 3.2-3.5 พันล้านบาท และในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มงบในส่วนนี้ขึ้นไปเป็น 5-7% โดยในส่วนของสถาบันวิจัยฯ จะใช้งบประมาณ 2.6 พันล้านบาท แต่ถ้ารวมทั้งเครือที่ตั้งเป้าไว้ 3-4% ซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนจะสรุปได้ในช่วงสิ้นปี

             ไม่เพียงแต่การเพิ่มงบวิจัยเท่านั้น ปตท. ยังได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยชั้นนำของโลกกว่า 50 แห่ง รวมทั้งเรียนรู้เรียนลัดกับบริษัทที่เข้าไปร่วมลงทุน เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีให้รวดเร็ว ซึ่งวางเป้าว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ปตท.จะเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีให้ได้

             สำหรับศูนย์วิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ได้แบ่งแยกงานวิจัยออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

             1.กลุ่มน้ำมันและพลังงานทดแทน กลุ่มนี้จะวิจัยในการเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ยกระดับน้ำมันของ ปตท. ไปสู่เทคโนโลยีบลูอินโนเวชั่น ทำให้น้ำมันของ ปตท. มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายี่ห้ออื่น ซึ่งในก้าวต่อไปสถาบันวิจัยฯ มองว่าพลังงานไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่น้ำมันในรถยนต์ จึงได้ทำการวิจัยเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ในส่วนของมอเตอร์ขับเคลื่อน ชุดควบคุม และแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งล่าสุดค่ายโปรตอนของมาเลเซียก็ได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ดังนั้น จึงมองเห็นโอกาสจากการเปิดเสรีในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้ารองรับการขยายตัวในอนาคตให้แก่โรงงานรถยนต์ในไทย และประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากนี้ ยังวิจัยต่อยอดพลังงานทดแทนทุกชนิด

             2.กลุ่มเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายหลักในการนำของเสียที่เกิดจากโรงงานกลับมาใช้ใหม่ และให้ปล่อยของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เป็นไปตามทิศทางของโลกที่มุ่งเน้นในด้านนี้ ล่าสุด ปตท. กำลังวิจัยเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำเทคโนโลยีนี้มาลดการปล่อยคาร์บอนในโรงงานของกลุ่ม ปตท. ทั้งหมด ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะทิศทางของโลกต่างต้องการสินค้าที่มาจากโรงงานที่ไม่ปล่อยมลพิษ

             3.กลุ่มธรณีฟิสิกส์การสำรวจและผลิต มีเป้าหมายเพื่อนำพลังงานใต้ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะปัจจุบันแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติต่างหายากขึ้นทุกวัน และแหล่งพลังงานใหม่ๆ ก็นำขึ้นมาใช้ยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง ปตท. ต้องพัฒนาเทคโนโลยีในส่วนนี้เพื่อนำพลังงานที่ขุดเจาะได้ยากขึ้นมาก่อให้เกิดประโยชน์ และมีต้นทุนที่ต่ำ รวมทั้งยังได้ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในการนำน้ำร้อนใต้ธรณีมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ชุมชนที่มีแหล่งน้ำร้อนใต้ดินมีไฟฟ้าใช้ในราคาถูก เป็นต้น

             4.กลุ่มทดสอบประสิทธิภาพรถยนต์ กลุ่มนี้มีเป้าหมายที่จะวิจัยเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้รถยนต์ประหยัดน้ำมัน คือ 1.รูปทรง 2.ความสูญเสียในระบบเครื่องยนต์ 3.น้ำหนัก และ 4. แรงเสียดทาน ปตท. ได้ทำการวิจัยในส่วนของเทคโนโลยี 4 เรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลิตชิ้นส่วนให้แก่ค่ายรถยนต์ในต่างประเทศแล้ว

             5.กลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก ที่ผ่านมาได้วิจัยผลิตสารเคมีที่ใช้ในโรงกลั่นปิโตรเคมี เพื่อลดการนำเข้า สามารถประหยัดเงินได้หลายพันล้านบาทต่อปี รวมทั้งยังผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ 100% และเม็ดพลาสติกผสมยางพารา โดยขณะนี้ ปตท. ได้ขายเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษนี้ในสัดส่วน 10% และมีเป้าหมายที่จะขยายให้ได้ถึง 40% เนื่องจากเม็ดพลาสติกชนิดนี้มีราคาสูงกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไป และทั่วโลกต่างมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ จากกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังวิจัยและพัฒนาสารกันสนิมชนิดใหม่ที่ใช้ในท่อส่งก๊าซ ซึ่งมีราคาถูกกว่านำเข้ามาก สามารถประหยัดเงินได้หลายพันล้านบาทต่อปี และมีแผนที่จะต่อยอดการผลิตส่งออกไปยังบริษัทในกลุ่มอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมผลิตแก๊สและน้ำมัน สามารถนำเงินเข้าประเทศได้อีกมาก

             6.กลุ่มกลยุทธ์และแผนงานวิจัย มีหน้าที่จับทิศทางการแข่งขันของโลกว่าจะไปในทางใด บริษัทคู่แข่งก้าวหน้าหรือมีแผนการไปในทิศทางไหน เพื่อมากำหนดทิศทางการวิจัยของ ปตท. ให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก ซึ่งขณะนี้ได้มุ่งเน้นการวิจัยในเรื่องเทคโนโลยีสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

             สำหรับทิศทางการวิจัยของประเทศนั้น รัฐบาลต้องผลักดันผลงานวิจัยในสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้ออกไปต่อยอดจนถึงการผลิตเป็นสินค้าสู่ตลาดได้ ซึ่ง ปตท. ใช้จุดแข็งที่มีโรงงานผลิต และระบบการตลาดที่เข้มแข็ง จึงทำให้ผลงานวิจัยไปสู่การผลิตเชิงการค้าได้ ซึ่งหากรัฐแก้ปัญหานี้ไม่ได้งบวิจัยต่างๆ ก็จะสูญเปล่า รวมทั้งจะต้องส่งเสริมใน 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ 1.การสร้างคน ดึงบุคลากรที่มีความรู้ให้สร้างงานวิจัยให้แก่ประเทศ ให้อิสระในการทำงาน และมีความอดทน เพราะผลงานวิจัยแต่ละอย่างที่ประสบความสำเร็จ จะต้องผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วน 2.โครงสร้างพื้นฐาน เช่น อุปกรณ์เครื่องมือชั้นสูงในงานวิจัย มีห้องแล็บที่ดีได้มาตรฐาน และ 3.การอุดหนุนด้านการเงิน ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ถ้าเกิดการหยุดชะงักผลงานวิจัยก็เกิดไม่ได้

             นอกจากนี้ ต้องปรับกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ขณะนี้ในยุโรปต่างมีกฎหมายห้ามนำเข้าแบตเตอรี่ชนิดหนึ่ง เพราะมีสารโลหะหนักที่เป็นอันตราย ถ้าสินค้าส่งเข้าไปขายจะต้องแกะดูอย่างละเอียดว่ามีแบตเตอรี่ต้องห้ามหรือไม่ ป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ไทยไม่เคยมีกฎหมายเหล่านี้ ทำให้สินค้าที่เป็นอันตรายทะลักเข้าไทยอย่างไร้การควบคุม