ข่าว

คณะนิติฯเสนอหลังรัฐประหารโมฆะ

คณะนิติฯเสนอหลังรัฐประหารโมฆะ

18 ก.ย. 2554

คณะนิติราษฎร์เสนอ 4 มาตรการต้านรัฐประหารลบล้างผลพวงรัฐประหาร เยียวยาผู้รับผลกระทบ ยกเลิก รธน. 50 ร่างรธน.ใหม่ "วรเจตน์" ค้านนิรโทษกรรม นครบาลแจงสถานการณ์ ชุมนุมคนเสื้อแดงรำลึกเหตุการณ์รัฐประหาร "เรียบร้อยดียังไม่พบสิ่งผิดปกติ"

           ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 ก.ย. 2554 คณะนิติราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์เรื่อง " 5 ปี รัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์ ” เสนอ 4 ประเด็น  ประกอบด้วย

            1.ให้มีการการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่อง โดยประกาศให้รัฐประหาร และการกระทำใดๆที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตั้งแต่วันที่ 19-30 ก.ย.49 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 36 และมาตรา37  ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย และประกาศให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อาศัยอำนาจตามประกาศ คปค. และที่เป็นผลต่อเนื่องจากรัฐประหาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษาที่เกิดจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคปค. ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย รวมทั้งประกาศให้เรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ และชั้นศาล ที่เกิดจากการเริ่มเรื่องโดยคตส. เป็นอันยุติลง โดยการประกาศความเสียเปล่าของบรรดาคำวินิจฉัยและคำพิพากษานั้นไม่ใช่เป็นการนิรโทษกรรม หรือการอภัยโทษ หรือการล้างมลทินแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด  และไม่ใช่เป็นการลบล้างการกระทำทั้งหลายทั้งปวงของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ดังนั้นหากจะเริ่มดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวใหม่ก็สามารถกระทำไปตามกระบวนการทางกฎหมายปกติได้ ซึ่งคณะนิติราษฎร์ จะเสนอให้นำข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นไปจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติต่อไปเพื่อความเป็นธรรม

            2.การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คณะนิติราษฎร์ ยังยืนยันว่าบทกฎหมายดังกล่าว มีปัญหาทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้และอุดมการณ์ จำเป็นต้องแก้ไข ตามที่คณะนิติราษฎร์ ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.54 ซึ่งเห็นว่ามีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ โดยคณะนิติราษฎร์เสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ในประเด็นนี้เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ.2553 มาตรา 19 (3)

            3.เรื่องกระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย  และการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่จะอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย  คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อยุติกระบวนการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่สิทธิการประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ต้องได้รับการประกันตามกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม ไม่แตกต่างจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในกรณีทั่วไป ส่วนการเยียวยา เสนอให้พิจารณาออกมติ ครม.เพื่อให้ความช่วยเหลือหรือจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐประหารอย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ และอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 หรือพระราชบัญญัติสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติหรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.2543 เป็นต้น รวมทั้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ติดตามตรวจสอบการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลย เพื่อเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542มาตรา 28

            4.การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ ครม.เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม “หมวด16 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ซึ่งรัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช2475 , รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และเพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐ-ประชาธิปไตยจนหมดสิ้น จึงเสนอให้มีการจัดทำ  “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย” ด้วย และหลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ให้นำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบ

            ขณะที่นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับนิรโทษกรรม เพราะเรื่องต่างๆจะพิสูจน์การกระทำตามความผิดที่โดนกล่าวหาไม่ได้ และเกิดความคลางแคลงใจกับคนที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองที่อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร  รวมทั้งไม่อยากให้เกิดการต่อรองทางการเมืองของชนชั้นนำในสังคมไทย  ทั้งๆที่มีความสูญเสียเกิดขึ้น แต่ก็รับไม่ได้กับคำพิพากษาชองศาลที่อ้างการตัดสินตามกฎหมาย แม้ศาลจะเป็นกลางแต่คดีมันมาจากผลพวงการรัฐประหาร ส่วนคตส.เป็นปรปักษ์กับอีกฝ่ายที่โดนล้มอำนาจแล้วจะรับผลพวงจาการรัฐประหารได้เช่นใด   คณะนิติราษฎร์เข้าใจฝ่ายตุลาการที่ต้องนำประกาศและคำสั่งของการรัฐประหารมาใช้แต่คนที่จะสู้คดีนั้นไม่มีโอกาสสู้เพราะตุลาการรับรองว่าสิ่งที่คณะรัฐประหารดำเนินการไปนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ทุกฝ่ายในสังคมจะยอมรับได้เช่นใด เราต้องคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และอำนาจกลับไปให้ หากทำสำเร็จมันจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่สะท้อนการต่อสู้ทางประชาธิปไตยว่าหากกล้ารัฐประหารต้องกล้ายอมรับผลที่ตามมา ไม่ว่านานแค่ไหน คนที่ทำผิดต้องนำตัวมาลงโทษ 

            “การกล่าวหาว่าทำเพื่อคนเดียวๆ เราคุยกันแล้วและเห็นว่าระยะเวลาที่ผ่านมาระบบกฎหมายไทยทุ่มเทพลังเพื่อจัดการกับคนๆเดียว วันนี้หากยืนบนหลักการที่ถูกต้อง และทำไปตามนี้หากใครคนเดียวได้หรือเสียประโยชน์จากตรงนี้ก็ต้องทำเพราะเราเสนอแล้วว่าไม่เคยมีการกระทำใดๆเกิดขึ้นคือ  หากการกระทำของนักการเมืองพรรคไทยรักไทยผิดก็รับผิดไม่ได้บอกว่าจะนิรโทษกรรม  ฝ่ายที่เป็นคนทำไม่สามารถเลี่ยงประเด็นได้” นายวรเจตน์กล่าว 

            นายวรเจตน์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่รัฐธรรมนูญที่ยกร่างขึ้นมาแม้จะเขียนไว้ว่าไม่ให้มีรัฐประหาร แต่ควรมีกลไกป้องกันตัวเองเช่นกำหนดให้ประมุของรัฐและทุกองค์กรมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ  โดยทำเป็นปฏิญญาไว้  ตนเคยพูดเรื่องนี้ให้ทหารฟัง  ทหารคนหนึ่งถามตนว่าหากเขียนแบบนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้บังคับบัญชาสั่งไปยึดอำนาจ  แต่ตนบอกไปว่าหากสั่งให้ไปยึดสถานีโทรทัศน์นั้น จะรู้หรือไม่ว่าเป็นการยึดอำนาจ และต้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่มิชอบแบบนั้นฉะนั้นต้องปฏิเสธและเสนอให้มีบางอย่างที่ฉีกไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งควรจะทำประกาศความมีคุณค่าของประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญโดยใครจะมาฉีกไม่ได้ เพราะหากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีก  คนที่ก่อการจะทำลายเพียงแต่กฎหมาย  แต่ทำลายจิตวิญาณไม่ได้และเมื่อกลับสู่ระบบปกติ  มันจะต้องทำลายผลพวงของรัฐประหาร  ยืนยันว่าหากทำแบบนี้สังคมไทยจะปลอดการรัฐประหารได้

            ด้านนายปิยะบุตร แสงกนกกุล กล่าวด้วยว่า การขับเคลื่อนข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 นั้นเคยเสนอไปแล้วเมื่อเดือนมี.ค.ปรากฏว่า เงียบ โดยเฉพาะนักกฎหมายโดยไม่มีการถกเถียงบนเวทีสาธารณะเลย ยืนยันว่ากฎหมาย มาตรานี้มีปัญหาและควรแก้ไข เช่นโทษจำคุกที่มากเกินไป  แต่ความหวังคงน้อยมากว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่ากฎหมายมาตรานี้ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนกระบวนการยุติธรรมไทยกับผู้ต้องหาหรือจำเลยขอเสนอว่าควรเคารพสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งคำนิยามว่านักโทษการเมืองนั้นควรจะเป็นเช่นใด โดยได้ยินแว่วๆว่าจะนิยามให้ผู้มาชุมนุม ไม่รวมจำเลยที่กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 แต่ถามว่าความผิดมาตรานี้เกิดขึ้นในช่วงการชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ เพราะมูลเหตุจูงใจมาจากตรงนี้และควรดูแลด้วย

            ด้านนางจันทิมา เอี่ยมมยุรา กล่าวว่า  ขอฝากความหวังไว้กับสื่อมวลชนที่โดนกล่าวหาว่าสังกัดสีนั้นสีนี้ ซึ่งข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เสนอขึ้นเพื่อผ่าทางตันและให้สังคมไทยออกมาคุยในใจกลางปัญหาของสังคม   สื่อมวลชนควรรับบทบาทแบบนี้ไปทำงานต่อ เพราะข้อเสนออาจใช้เวลาในการตกผลึก เพื่อให้สังคมเปลี่ยนผ่านไปอย่างสันติ  หากไม่คุยในหลักการก็จะเสียเลือดเนื้อไปอย่างไม่สิ้นสุด โดยขอสื่อไปยังรัฐบาลชุดนี้ที่ประชาชนเลือกมาด้วยเสียงท่วมท้นด้วยว่า ขอให้รับข้อเสนอของการเสวนาวันนี้ไปพิจาณาโดยตั้งเวทีถกในสี่ประเด็นใหญ่ให้แตกออกมาเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด รวมทั้งกรรมการปฏิรูปกฎหมายและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย หวังว่าข้อเสนอวันนี้ไม่จบลงไปง่ายเพราะเป็นเรื่องใหญ่ ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยไม่เคยเสนอเรื่องนี้เลย เราจะดึงประชาธิปไตยกลับมาสู้กับการล้มล้างเมื่อปี2490

 

แนะแก้รธน.กึ่งรัฐสภากึ่งอำมาตย์เป็นปชต.

 

             เมื่อเวลา 13.00 น. สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดเสวนาเรื่อง “รัฐธรรมนูญ 2550 : สิ่งที่ตกค้างจากการทำรัฐประหาร” เนี่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมี ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณะกรรมการสถาบันและมูลนิธิปรีดี พนมยงค์  ร่วมเป็นวิทยากร

             โดยก่อนการเสวนา นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาว่า การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่มีการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จอ้างว่า เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นนั้นที่ผ่านมาไม่เห็นจะมีเลย ขณะที่มีองค์กรที่ตรวจสอบการคอรัปชั่นในช่วงปี 2553 พบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นมูลค่าเป็นหลายแสนล้านบาทซึ่งล้วนเกิดขึ้นภายหลังเกิดการรัฐประหาร ขณะที่สังคมไทยเกิดความแตกแยกมากขึ้นมีแนวโน้มจะใช้ค่านิยมวิธีการแก้ปัญหาในลักษณะไม่เคารพกติกาและกฎหมาย

             “การทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือการเลือกตั้งด้วยการไปล้มการเลือกตั้ง ล้วนเป็นความพยายามของชนชั้นนำที่ชนชั้นกลางบางส่วนไปสนับสนุนไม่ต้องการให้ประชาชนได้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ แล้วไปแทรกแซงการทำงานของสื่อสารมวลชนด้วยการอาศัยกลไกที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 50 นำมาใช้เขียนกำหนดให้องค์กรบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ล้วนไม่มีความเชื่อมโยงมาจากการเลือกตั้งสามารถไปทำการล้มล้างมติของประชาชน ชอบเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐานบุคคลเหล่านี้มีอำนาจดำเนินการได้ เป็นตุลาการภิวัฒน์ที่ไม่แก้ปัญหาการเมืองได้เสื่อมไปกว่านั้นยังทำลายระบบพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่องยุบพรรคแล้วยุบอีก ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการรับรองที่มีเนื้อหากลไกแบบนี้เป็นสาเหตุมีส่วนอย่างมากที่ทำลายมิติทางวัฒนธรรม” นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า

             ในช่วง 5 ปี 5 รัฐบาล ต้องบอกว่า ไม่มีรัฐบาลไหนมีสมาธิแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดความเสียหายทุกคนไม่มีความหวังที่จะไปพึ่งระบบ แต่ความตื่นตัวของประชาชนจะทำให้เกิดความเข้มแข็งเกิดขึ้น ซึ่งความปรองดองคงไม่เกิดถ้าไม่มีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้เข้ามามีส่วนยกร่างผลักดันร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญตามวิธีการที่รัฐบาลเสนอขั้นตอนแรกจะทำอย่างไรให้กระบวนการนี้เริ่มได้จะต้องแก้มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( สสร.) หลังจากนั้นให้ทำประชามติ ส่วนรัฐบาลจะอยู่หรือไปไม่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญนี้จะยังอยู่ ประการสำคัญจะทำอย่างไรจะให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ดี ใครต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเกิดนิติธรรมทุกคนจะต้องสนับสนุน อย่างไรก็ตามต้องมีวิธีที่จะสื่อสารกับ สสร.เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี คงต้องเข้าร่วมกับผู้ที่สนใจประชาธิปไตย องค์กรเพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ครั้งใหญ่ในการรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะสาเหตุที่ประชาชนต่อต้านรัฐธรรมนูญ 50 นั้นเนื่องจากมีการทำในแค่บางจังหวัดที่ประชาชนไม่เข้าไปมีส่วนร่วม

             “การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่จะทำอย่างไรให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ เราจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งอาจถูกฉีกได้ แต่สำคัญอยู่ที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้ประขาชนตื่นตัวเป็นหลักประกัน ไม่ใช่แต่เพียงกระดาษ อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญนี้จะแก้หรือไม่แก้มีคนคิดต่างกัน ส่วนตัวแล้วคิดว่า ปัจจุบันนี้บ้านเมืองเข้าที่เข้าทางแล้ว หากไม่แก้จะวิกฤติมากกว่านี้อาจจะเกิดรัฐประหาร สังคมต้องเลือกเอา จะแก้รัฐธรรมนูญไหม สังคมไทยต้องเลือกเอาจะแก้รัฐธรรมนูญหรือจะรอฉีกรัฐธรรมนูญแล้วค่อยไปสู้กันจะทำอย่างนั้นทำไมให้สังคมอยู่ไม่ดีกว่าหรือ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวและย้ำว่า กระบวนการที่ประชาชนเรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งอยู่ในตัวมันเอง เชื่อมั่นได้ว่า หากประชาชนเข้าร่วมกันอย่างจริงจังจะได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย  

             ขณะที่ ผศ.ดร.สุธาชัย อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬา ฯ กล่าวในการเสวนา " รัฐธรรมนูญ 2550 : สิ่งที่ตกค้างจากการทำรัฐประหาร ”ว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะต้องใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นตัวตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ค่อนข้างมีปัญหาอย่างมาก เป็นกรอบของอำมาตยาธิปไตย ที่ไม่เชี่อมั่นในระบบสภาผู้แทนราษฎร และระบบเลือกตั้ง จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่บิดเบือนใช้ระบบตุลาการตรวจสอบนักการเมืองมากเกินไป แล้วละเมิดอำนาจประชาธิปไตย

             “ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายอำมาตย์ สิ่งที่อำมาตย์จะทำไม่เคยบรรลุผลเลย ความต้องการของอำมาตย์ในตอนนั้นต้องการจัดการพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยความล้มเหลวที่สุด คือการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำนั้นทุจริต ” ผศ.ดร.สุธาชัย กล่าว

             ขณะที่ รศ.สมชาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นสิ่งที่มีไว้ล้มล้างระบบเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง เป็นการเดินทางที่สวนทางกับระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้ รัฐธรรมนูญทำให้การย้ายพรรคของ ส.ส.ง่ายขึ้น ทำให้พรรคไม่มีความเข้มแข็ง ถูกแทรกแซงได้ง่าย รวมถึงทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอลง ประการสำคัญเพิ่มอำนาจในการกำกับในฝ่ายควบคุมอย่างอำมาตยาธิปไตยเห็นได้จากล้มลงของรัฐบาล 3 ชุดที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนไหวของมวลชน แต่มาจากศาลรัฐธรรมนูญดังนั้นขอเรียกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทำหน้าที่เป็นกึ่งรัฐสภาและกึ่งอำมาตยาธิปไตย อย่างไรก็ตามการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องเกิดอยู่แล้ว แต่คิดว่ายังมีกฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้ฝ่ายอำมาตย์อยู่เยอะมาก ดังนั้นการมีส่วนรวมของคนทุกฝ่ายมีความสำคัญไม่เฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง แต่รวมไปถึงกลุ่มพลังต่างๆ ที่จะสร้างระบบการเมืองทำให้ประชาชนมีเสรีภาพอย่างเสมอภาค มีกลไกกระบวนการยุติธรรมเดียวกัน

             ด้านดร.อนุสรณ์ คณะกรรมการสถาบันและมูลนิธิปรีดี ฯ กล่าวว่า ความสงบในบ้านเมืองจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ทำความจริงให้ปรากฏ หน่วยงานต่างๆที่ตั้งมาโดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมาควรจะต้องเอามารวบรวมข้อเท็จจริงให้หมดแล้วมาดูจะต้องมาเยียวยากันอย่างไร รวมถึงพวกที่โดนคดีทางการเมืองทั้งหลายจะต้องคืนความเป็นธรรมให้หมด โดยต้องนิรโทษกรรมแม้จะมีความผิดเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้อภัยกันได้เพื่อสังคมจะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างสงบสุขจะใช้หลักนิติศาสตร์อย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย ขณะที่การนิรโทษกรรม จะต้องไม่ทำให้บุคคลใด บุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะต้องทำให้ทุกคนเพื่อความเสมอภาคเพื่อบ้านเมืองจะเดินหน้าได้

             ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวเสนอถึงรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับที่จะร่างขึ้นมาใหม่ด้วยว่า ขอให้มีมาตรลงโทษต่อต้านการทำลายรัฐธรรมนูญ โดยขอเรียกร้องให้ระบบศาลยุติธรรมต้องไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของการทำรัฐประหาร ด้วยการปฏิเสธสถานะทางกฎหมายของคณะรัฐประหาร ไม่รับรัฐธรรมนูญที่ร่างด้วยองค์กรที่ถูกกำกับควบคุมโดยคณะรัฐประหาร เพราะศาลยุติธรรมต้องใช้ความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี2550 ถือเป็นการรอมชอมกันระหว่างพลังประชาธิปไตยรัฐสภากับพลังอมาตยธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับกึ่งรัฐสภาและกึ่งอมาตยาธิปไตยภารกิจของขบวนการประชาธิปไตยในหลายปีข้างหน้าต้องทำให้กฎหมายสูงสุดเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หากมีการแก้รัฐธรรมนูญแล้วมีการฉีกรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอีก มวลชนจะต้องออกมาเต็มท้องถนน ขณะที่การทำหน้าที่ของ สสร. ก็จะต้องทำหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศไทยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิรูปประเทศได้ รวมถึงการปฏิรูปต้องมาจากพลังของประชาชนที่เป็นภาคประชาชน เนื่องจาก สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นภารกิจของกระบวนประชาธิปไตยต่อนี้ไป คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มีหลายมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ ที่มาของ ส.ว. ที่มาขององค์กรอิสระ หรือระบบตุลาการจำเป็นจะต้องยึดโยงอำนาจกับประชาชนในทางใดทางหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาสิ่งเหลานี้ก่อให้เกิดผลกระทบกับสังคมไทย


 

นครบาลแจงสถานการณ์ม็อบแดง

 

            พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่าถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงรำลึกเหตุการณ์ 5 ปีรัฐประหารบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า   พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มอบหมายให้  พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง  และ  พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 รับผิดชอบพื้นที่จัดงานเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ดูแลความเรียบร้อยในภาพรวม ใช้กำลังตำรวจ  5 กองร้อยและกำลังสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งรวมแล้วกว่า 1,300 นายลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจดูแลความเรียบร้อยให้กับผู้ชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้าจนกว่าการปราศรัยจะเสร็จสิ้น  พร้อมกันนี้ยังตั้งศูนย์ปฏิบัติกลางส่วนด้านกองบัญชาการ ตำรวจนครบาลในพื้นที่ที่มีการชุมนุมคอยจุดประสานงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจตราเข้มงวดประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมโดนตรวจค้นอาวุธ สิ่งผิดกฎหมายและตรวจเข้มบุคคลต้องสงสัยและห้ามจำหน่ายสุราและของมึนเมาต่างๆ ซึ่งสถานการณ์ภาพรวมขณะนี้ยังเรียบร้อยดีไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

            พล.ต.ต.กรีรินทร์  แสดงความเชื่อมั่นการจัดกิจกรรมของกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(นปช.)วันนี้จะดำเนินไปด้วยดีไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด โดยมีการประสานงานกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลาและก่อนหน้านี้มีการประชุมมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมกับตำรวจแล้ว  และขณะนี้ก็มีประชาชนทยอยมาอย่างต่อเนื่องคาาดว่า จะมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 10,000 คน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กำชับการปราศรัยให้ใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม หากพบว่ามีการกระทำผิดก็จะดำเนินการทันทีเพราะมีบทลงโทษตามกฎหมายไว้แล้ว

            “ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ได้วางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น. 1,2,3 และ 6 รวมทั้งสิ้น 1,300 นาย ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยโดยเริ่มลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา ส่วนด้านการจราจรยังคงเปิดให้ประชาชนทั่วไปสัญจรปกติ จะไม่มีการปิดถนนจนกว่าผู้ชุมนุมจะมีจำนวนมากล้ำผิวถนน   ด้านการข่าวยังไม่มีรายงานถึงบุคคลที่สามในการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายแต่อย่างใด " รอง ผบช.น.ชี้แจงในที่สุด

 

 ฝนถล่มเวที นปช. มวลชนยังเหนียวแน่น

 

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการชุมนุมรำลึก ครบรอบ 5 ปีการรัฐประหารของกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเดผด็จการแห่งชาติ เมื่อเวลา 18.30 น. ว่าได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ในบริอเวณพื้นที่การชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ล่าถอย และยังปักหลักกางร่มรอรับฟังการปราศรัยอย่างเหนียวแน่น  ทั้งนี้มีผู้มาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก โดยอยู่ตั้งแต่บริเวณแยกผ่านฟ้าถึงแยกคอกวัว  และการปราศรัยบนเวทีจะเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 19.00 น.

            สำหรับแกนนำ นปช. นั้นขณะนี้ก็เริ่มทยอยมาร่วมชุมนุม อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์  รักษาการประธาน นปช. น.พ.เหวง โตจิราการ  นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไทย ขวัญชัย ไพรพนา  และยังมีส.ส. พรรคเพื่อไทยมาปรากฏตัวในที่ชุมด้วย อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร และนายไพโรจน์  อิสระเสรีพงษ์  อย่างไรก็ตามนายจตุพร พรหมพันธ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังมาไม่ถึงพื้นที่การชุมนุม