ข่าว

เตือนรบ.ปูเอื้อพวกเชื่อมั่นปชต.จะลด

เตือนรบ.ปูเอื้อพวกเชื่อมั่นปชต.จะลด

18 ก.ย. 2554

เอแบคโพลล์ ระบุประชาชนร้อยละ 53.9 ระบุความเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยจะลดลง ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์" เอื้อผลประโยชน์เฉพาะคนเฉพาะกลุ่ม ห่วง"น้ำท่วม-เงินค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 และเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท" มากที่สุด

            18ก.ย.2554 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ 2 ประเด็นสำคัญวันนี้ เรื่องวันครบรอบรัฐประหาร 19 กันยายน คนไทยคิดอย่างไรต่อประชาธิปไตย และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลเปรียบเทียบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 24 จังหวัดของประเทศ

            ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ 2 ประเด็นสำคัญวันนี้ เรื่อง วันครบรอบรัฐประหาร 19 กันยายน คนไทยคิดอย่างไรต่อประชาธิปไตย และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลเปรียบเทียบรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 24 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  ปทุมธานี สมุทรปราการ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี น่าน เชียงราย เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี เลย สกลนคร อุดรธานี นครราชสีมา ชุมพร สุราษฎร์ธานี ปัตตานี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 4,869 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 17 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า

               ในโอกาสครบรอบวันรัฐประหาร 19 กันยายน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.2 มองว่าการมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดี ถึง ดีมาก ในขณะที่ร้อยละ 6.8 ระบุไม่ค่อยดี ถึง ไม่ดีเลย เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดีกว่า การปกครองรูปแบบอื่น แม้จะมีปัญหามากมายทั้งในเรื่องการคอรัปชั่น และความไม่เป็นธรรมในสังคม คำตอบที่ได้รับจากประชาชนที่ถูกศึกษาครั้งนี้คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.2 เห็นด้วย ถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยดีกว่าการปกครองรูปแบบอื่นแม้มีปัญหามากมาย

                นอกจากนี้ เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.7 ชอบถึงชอบมาก ในขณะที่ร้อยละ 11.3 ไม่ค่อยชอบถึงไม่ชอบเลย

               ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ระบุว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปในทิศทางที่แย่มาก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.7 ไม่เห็นด้วย ถึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวคิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 38.2 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง

               เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยไม่เอื้อต่อการรักษาระเบียบวินัยของคนในชาติ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.0 ไม่เห็นด้วย ถึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในขณะที่ร้อยละ 7.8 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เมื่อถามถึงทัศนคติต่อแนวคิดที่ว่า การปกครองแบบประชาธิปไตยจะทำให้เกิดการชุมนุมและความวุ่นวายต่างๆ ในสังคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.0 ไม่เห็นด้วย ถึง ไม่เห็นด้วยเลย ในขณะที่ร้อยละ 34.0 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง

                ที่น่าเป็นห่วงคือ เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.9 ระบุความเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยจะลดลง ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์เอื้อต่อผลประโยชน์เฉพาะคนและเฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ร้อยละ 46.1 ระบุไม่ลดลง นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 51.9 ยังมองว่าความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความพยายามจะทำเพื่อประโยชน์ของคนบางคน บางกลุ่ม ในขณะที่ร้อยละ 48.1 มองว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

               ผลสำรวจยังได้สอบถามเกี่ยวกับ ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้ถูกศึกษาครั้งนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.3 มีปัญหาน้ำท่วม โดยระบุว่า อดีตไม่เคยท่วมเพิ่งจะมาท่วมปีนี้ / น้ำท่วมบางปี / ท่วมเกือบทุกปี และมีปัญหาน้ำท่วมทุกปี ในขณะที่เพียงร้อยละ 22.7 ไม่เคยมีปัญหาน้ำท่วมเลย

            ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มประชาชนผู้ที่กำลังอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมขณะนี้ เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.6 ระบุไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล หน่วยงานราชการหรือองค์กรต่างๆ เลย เพราะพักอาศัยห่างจากเส้นทางคมนาคมหลัก และการแจกจ่ายช่วยเหลือก็อยู่กับกลุ่มเดิมๆ กลุ่มเครือญาติของแกนนำชุมชนเวียนเทียนกันได้รับซ้ำๆ ไม่กระจายให้ทั่วถึงในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 46.4 ระบุได้รับความช่วยเหลือ เมื่อประเมินเปรียบเทียบแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระหว่างรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ พบว่า ได้คะแนนเฉลี่ยออกมาเท่ากันคือ 5.8 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

            ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ได้ค้นพบว่า คนไทยมีหัวใจรักประชาธิปไตยโดยยืนยันได้จากการพิสูจน์ด้วยคำถามทั้งทางบวกและทางลบ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางคนหรือคนเฉพาะกลุ่มก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่ทำให้คนไทยจำนวนมากต้องอกหัก พักความเป็นประชาธิปไตยไปได้เช่นกัน จึงต้องระวังความรู้สึกของชาวบ้านบ้างว่าเวลา 1 เดือนมันจะนานเหมือน 1 ปี เพราะถ้าประชาชนอยู่อย่างเป็นทุกข์ประชาชนก็จะรู้สึกว่ายาวนานเกินไป

            ดร.นพดล กล่าวต่อว่า คนที่เข้าสู่ตำแหน่งและมีอำนาจไม่ว่าเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองน่าจะระวังเรื่องการวางตัวในลักษณะ  ยกตนข่มท่าน เหินห่างจากประชาชน พิธีรีตองมากมาย ไปไหนมาไหนต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ประชาชนเข้าถึงยากแตกต่างไปจากช่วงหาเสียงเลือกตั้งและช่วงไม่มีตำแหน่งสำคัญ ภาพลักษณ์เหล่านี้จะทำให้ชาวบ้านเขารู้สึกว่าพวกท่านนั่นแหละคืออำมาตย์ตัวจริงใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่คำว่าอำมาตย์เป็นคำที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มหยิบยกขึ้นมาหวังผลบางอย่าง ทำให้ชาวบ้านเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจและผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง และเมื่อได้ตามที่สมหวังแล้ว นักการเมืองและข้าราชการจำนวนมากก็มองทุกข์ของประชาชนไปอีกแบบต่างไปจากช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวนี้หลายคนไม่ลงพื้นที่ไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าพบด้วยข้ออ้างว่า “ติดภารกิจ” และเวลาเดินผ่านกลุ่มประชาชนไปที่แม้แต่เหลียวหลังหันมาดูแววตาอันเป็นทุกข์ของพวกเขาสักนิดก็หามีไม่ เพราะมีบอร์ดี้การ์ดและวอลเปเปอร์ปิดทางเข้าออกไว้หมดด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยหลังจากมีอำนาจ นี่คือข้อมูลสำรวจและแนวคิดที่ส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เป็นรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อพิจารณาบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน หรือว่าควรตีกลับไปให้ชาวบ้านพิจารณาทำใจว่า “ตถตา” อ่านว่า ตะถะตา-มันเป็นเช่นนั้นเอง

            “ ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแบ่งแยกคนไทยออกเป็นสองฝักสองฝ่ายมากพอๆ กันในตอนนี้จนอาจกลายเป็นชนวนที่ทำให้ไฟแห่งความขัดแย้งรุนแรงปะทุขึ้นมาได้อีก แต่ถ้าหากรัฐบาลต้องการทำให้เกิดขึ้น ก็น่าจะค่อยเป็นค่อยไปโดยมุ่งทำงานให้ได้ใจแรงศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก่อน เพราะล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้คะแนนประเมินการช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนจากภัยพิบัติน้ำท่วม “ไม่แตกต่าง” ไปจากการทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดังนั้น จึงต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็วฉับไวและทั่วถึง และที่น่าเป็นห่วงคือ ความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางว่ารัฐบาลกำลังเร่งทำอะไรให้กับใครบางคนหรือคนบางกลุ่มโดยมีวาระซ่อนเร้นหรือ Hidden Agenda ทางการเมืองหรือไม่ ” ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว

            จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.7 เป็นชาย ร้อยละ 51.3 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.9 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.4 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 21.3 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 22.0 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 30.4 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 72.5 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 25.3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 2.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 35.3 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.8 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 9.6 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.2 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.2 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 5.6 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.3 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ

 

ห่วง"น้ำท่วม-เงินค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 และเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท" มากที่สุด

 

          ท่ามกลางความวิตกกังวลและความหนักใจของประชาชนที่มีในบ้านเมือง ณ วันนี้ ทั้งในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม  โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ที่สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก  เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขให้ตรงกับความต้องการของประชาชน "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต   จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี“ความหนักใจ” ของคนไทย ณ วันนี้ จำนวน 2,187 คน  ระหว่างวันที่ 10-17 กันยายน 2554

                สรุปผลได้ดังนี้  5 เหตุการณ์ที่คนไทย หนักใจที่สุด อันดับ 1 น้ำท่วม 39.16 % วิธีการแก้ไข  คือ  ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการวางแผนในเรื่องของการบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่ คูคลอง แม่น้ำและทะเลโดยเร็ว ,การสร้างเขื่อน แนวกั้นน้ำที่สามารถช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยลงได้ ,การแจ้งข่าวเตือนภัยที่รวดเร็ว ,จัดตั้งงบประมาณช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมเป็นกรณีพิเศษและเร่งด่วน ,การจ่ายเงินชดเชย ฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหาย พักชำระหนี้เกษตรกร ,การฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ที่ถูกน้ำท่วม ฯลฯ

                อันดับ 2 ความแตกแยกของคนในสังคมและนักการเมือง 27.27 % วิธีการแก้ไข  ประชาชนจะต้องไม่เข้าร่วมการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวต่างๆ ,การรับฟังข่าวสารอย่างมีสติ ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในเรื่องต่างๆเมื่อได้รับการร้องขอ ,นักการเมืองจะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เต็มความสามารถ   สร้างผลงานให้เป็นรูปธรรม เรียกความศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา พัฒนาการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ฯลฯ

               อันดับ 3 เศรษฐกิจ /ค่าครองชีพสูง / ของกินของใช้แพง 19.93 % วิธีการแก้ไข  คือ  ประชาชนเองต้องประหยัด อดออม เลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น หรือเลือกซื้อสินค้าประเภทเดียวกันแต่มีราคาถูกกว่ามาแทน ,กระทรวงพาณิชย์จะต้องควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ป้องกันการฉวยโอกาสของพ่อค้า แม่ค้า ,นำสินค้าอุปโภค บริโภคออกมาจำหน่ายในราคาถูก มีตลาดนัดราคาถูก ,การรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเพื่อนำไปแก้ไขให้ดีขึ้น ฯลฯ

                อันดับ 4 อบายมุข /ยาเสพติด ยาบ้า   9.09 % วิธีการแก้ไข  คือ  รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง ทำงานอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ,กวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ตัวจริงอย่างเด็ดขาดเพิ่มบทลงโทษ ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ผลิต ผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย ,การให้ความรู้ถึงโทษ อันตราย วิธีป้องกันเรื่องยาเสพติดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก เยาวชน ผู้มีรายได้น้อย ,ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลสิ่งไม่ชอบมาพากลรอบๆ บริเวณชุมชนที่อาศัยอยู่ ฯลฯ                              

               อันดับ 5 ปัญหาชายแดนภาคใต้ 4.55 % วิธีการแก้ไข  คือ   ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจัง มีมาตรการปราบปรามขั้นเด็ดขาด  ,เร่งหาตัวผู้บงการหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังตัวจริงให้ได้โดยเร็ว เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจในการควบคุมดูแล , ตั้งรางวัลนำจับสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลหรือให้เบาะแสต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ,  การประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ดีให้กับคนในชุมชนและเข้าถึงผู้นำศาสนาหรือผู้นำชุมชนเพื่อรับทราบปัญหาให้ชัดเจน ฯลฯ

                ส่วน 5 เรื่องที่คนไทย หนักใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์มากที่สุด อันดับ 1 การดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่ได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะ เรื่องค่าแรง 300 บาท และ ป.ตรี 15,000 บาท 34.48 % วิธีการแก้ไข  คือ  รัฐบาลจะต้องมีความจริงใจในการบริหารบ้านเมือง ให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด มีผลงานเป็นรูปธรรม ชัดเจน   โดยเฉพาะเรื่องค่าแรง 300 บาท และ ป.ตรี 15,000 บาท  , มีการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงให้สาธารณชนได้รับทราบเป็นระยะๆ ,นโยบายแต่ละเรื่องที่ประกาศไว้ควรมอบหมายให้กับกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชอบ ดูแล และดำเนินการอย่างเร่งด่วน  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแลในภาพรวม ฯลฯ

               อันดับ 2 การจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาทุกๆเรื่องในแต่ละด้าน โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม ปัญหาชายแดน การศึกษา ยาเสพติด  เป็นต้น 22.70 % วิธีการแก้ไข  คือ  นายกฯต้องให้ความสำคัญ จริงจังในการแก้ปัญหา เอาใจใส่ดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง ,ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน ระดมความคิดเห็นหรือให้ข้อแนะนำในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเชิญบุคลากรสาขาต่างๆที่มีความรู้ความสามารถ มาทำงานหรือเป็นที่ปรึกษาในการให้ข้อมูล หรือศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างละเอียด ฯลฯ

               อันดับ 3 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ / ชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะสินค้าแพง 21.55 % วิธีการแก้ไข  คือ  การขึ้นเงินเดือน เพิ่มค่าแรงควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ มีนโยบายหรือมาตรการรองรับผลกระทบที่จะตามมา เช่น ปัญหาสินค้าราคาแพง ,การรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ,แก้ปัญหาการว่างงาน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ ฟื้นฟูการท่องเที่ยว แก้ปัญหาหนี้สิน ดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ฯลฯ

                อันดับ 4 การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง / แต่งตั้งโยกย้าย ขรก. 14.20 % วิธีการแก้ไข  คือ  การดำเนินการต่างๆทางการเมืองต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมาย , รัฐบาลต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นหลัก ,การประพฤติ ปฏิบัติตนของนักการเมืองให้อยู่ในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ /มีคุณธรรม จริยธรรมทางการเมือง ,หากข้าราชการคนใดไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับตนเองได้ ฯลฯ

    อันดับ 5 การเคลื่อนไหว / การชุมนุมเรียกร้องต่างๆ  และความขัดแย้งทางการเมือง 7.07 % วิธีการแก้ไข  คือ   พยายามพูดคุยกันอย่างสันติวิธี ,ไม่ใช้ความรุนแรง , คอยดูแลไม่ให้มีมือที่ 3 หรือผู้ไม่หวังดีเข้ามาปลุกปั่นหรือสร้างกระแส ,ประชาชนต้องมีสติ ไม่เข้าร่วมการชุมนุม เคลื่อนไหวต่างๆ ,ควรพิจารณาให้รอบคอบโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นหลัก ฯลฯ


นปช.จัดกิจกรรมรำลึก 5 ปี การก่อรัฐประหาร

        กลุ่ม นปช. ที่นำโดย นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการ ประธาน นปช. จะจัดกิจกรรมรำลึก 5 ปีรัฐประหาร ในช่วงบ่ายวันนี้ ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยใช้ชื่อว่า การก่อเหตุรัฐประหารนำมาสู่ความสูญเสียของประเทศอย่างไร ซึ่งการจัดงานวันนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อต่อต้าน
การรัฐประหาร และต้องการให้สังคมรับรู้ว่าการทำลายรัฐประหาร เป็นการทำลายเศรษฐกิจสังคม การเมือง เศรษฐกิจของประเทศ โดยกิจกรรมหลัก จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเวลา15.00 น. แกนนำ นปช. จะขึ้นปราศรัยบนเวที ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะสิ้นสุดประมาณเที่ยงคืนวันนี้


นครบาล1จัดกำลังดูแลคาดไม่น่ามีปัญหา


            พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า ได้เตรียมพร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลาประมาณ 15.00 น.วันนี้ โดยเตรียมกำลังตำรวจปราบจลาจล 4 กองร้อยรวม 400 นาย, ตำรวจปะฉะดะ 4 ชุด 30 นาย, ตำรวจจราจรอีก 100 นาย ดูและการจราจรและกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบอีก 4 กองบัญชาการ  80 นาย ทั้งนี้ คาดว่า การชุมนุมไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นเพียงผู้ที่มาชุมนุมรำลึกถึงเหตุการณ์ครบรอบ 5 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เท่านั้น และคาดว่าการชุมนุมจะสิ้นสุดภายในเวลาเที่ยงคืนวันนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมรำลึกประมาณ 30,000 คน

            รายงานข่าวระบุว่า การจัดกิจกรรมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อาจมีแกนนำ นปช. และกลุ่มส.ส.เพื่อไทย มาร่วมชุมนุมปราศรัยด้วย แต่คงไม่มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่เดินทางไปประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมเตะฟุตบอลกระชับมิตร