ข่าว

ลั่นขึ้นค่าแรงฯ-ลดภาษีขับเคลื่อนศก.

ลั่นขึ้นค่าแรงฯ-ลดภาษีขับเคลื่อนศก.

18 ก.ย. 2554

"กิตติรัตน์" ระบุ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการเปลี่ยนประเทศ จากการพึ่งพาการส่งออก หันมาพึ่งพาในประเทศ หนุนยอดขายทางธุรกิจสูงขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

          นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกฯดูแลเศรษฐกิจและ รมว.พาณิชย์  กล่าวถึงค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทว่า เป็นการเปลี่ยนสมดุลประเทศ ต้องชวนกันคิดว่า คนในประเทศที่ขาดโอกาสในการเป็นผู้บริโภคที่ดีเพราะมีรายได้น้อยเกินไป จึงขอให้คนเหล่านี้มีรายได้มากขึ้นบ้าง เพราะถ้าเขามีรายได้มากขึ้นเขาจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคโดยเป็นผู้บริโภคที่ดี

          "อย่างคนที่เขาได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 215บาท  ถ้าเขาได้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท เขาจะบริโภคมากขึ้น เช่น ทานข้าวแกงจานที่สอง ซื้อเสื้อยืดหนึ่งตัวใน 1เดือน แต่ถ้าเอาที่เพิ่มขึ้น 85 บาทให้กับคนที่มีรายได้มากกว่าอยู่แล้ว เงินที่เพิ่มให้นั้นอาจไปอยู่ในเงินฝากธนาคาร เพราะที่เขาได้อยู่ก็บริโภคไม่หมดแล้ว"

          ส่วนที่จะให้ขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศนั้น ตอนที่หาเสียงเราใช้ว่าขึ้นค่าแรง 300 บาททันที แต่ไม่ได้บอกว่า ที่ไหนและไม่ได้ระบุวัน ดังนั้นวันที่ 1 มกราคม เราจะดำเนินการในเรื่องนี้เลย ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้จ้างคนหนึ่งคือ ในส่วนของลูกจ้างรัฐที่ยังได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท รวมทั้งที่แรงงานเป็นเอ้าซอสที่กระทรวงต่างๆทำสัญญาจ้าง

          เขายังกล่าวถึงเรื่องการรับจำนำข้าวเปลือกว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลเกษตรกรเกี่ยวกับระบบขายข้าวโดยให้ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 20,000 บาท และการรับจำนำข้าว ทำให้ราคาข้าวที่ประชาชนซื้อบริโภค มีราคาถูกลง ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นด้วย

          นายกิตติรัตน์  กล่าวว่า ไม่ใช่มีแต่เพียงนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น  แต่ยังมีมาตรการการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลควบคู่ไปด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงโดยใน 10 ประเทศอาเซียน  ประเทศไทยเก็บอัตราภาษีสูงอันดับสอง โดยเก็บภาษี 30 เปอร์เซนต์ 

          "ขณะที่อีก 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าประชาคมอาเซียน แล้วเราจะแข่งกับประเทศอื่นได้อย่างไร ดังนั้นเราจะลดภาษีจาก 30 เปอร์เซนต์เหลือแค่ 23 เปอร์เซนต์ ดังนั้นแม้ว่าจะขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำแต่เมื่อมีการลดการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทก็เดินไปได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลสามารถชักชวน กึ่งบังคับภาคเอกชนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง กำลังซื้อในประเทศจะเกิดขึ้นอย่างมาก ยอดขายทางธุรกิจก็จะสูงขึ้นด้วย"

          เขาย้ำว่า การดำเนินการตรงนี้ ถ้าทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มสูงขึ้น 2.5 เปอร์เซนต์ ไม่ถือว่ามาก ทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนสมดุลของประเทศ จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมาก เปลี่ยนเป็นการพึ่งพาในประเทศทั้งจุลภาคและมหภาค