ข่าว

ไม่มีหลักประกันปชช.เลือกได้ถูกต้อง

ไม่มีหลักประกันปชช.เลือกได้ถูกต้อง

18 ก.ย. 2554

สัมภาษณ์พิเศษ 'เอนก เหล่าธรรมทัศน์' : 'ไม่มีหลักประกันว่าประชาชนจะเลือกได้ถูกต้อง'

          "ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นข้อสรุปว่า สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องจะถูกต้องเสมอ เพราะสิ่งที่ประชาชนเลือกมาอาจจะเลือกผิดก็ได้ แต่ในวิถีประชาธิปไตยนั้นต้องเชื่อการตัดสินใจของประชาชนเป็นสำคัญ"

          ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย มองว่า การขจัดความขัดแย้งในสังคมไทยนั้นต้องเริ่มที่ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมระบุว่า สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้คนชนบทเปลี่ยนตามไปด้วย พร้อมแนะให้คนไทยคิดแบบ "ปลายเปิด" เชื่อตัวเองให้น้อยลง ฟังคนอื่นให้มากขึ้น

          เอนก กล่าวถึงวิถีประชาธิปไตยของคนไทยในปัจจุบันว่า สถานการณ์ทางการเมืองไทยใน 5 ปีที่ผ่านมา สอนให้ประชาชนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นตามลำดับ คนไทยทุกคนควรเคารพข้อเสนอ ข้อคิดเห็น ข้อเรียกร้องของทุกฝ่ายทุกสี หากมีความขัดแย้ง ก็ควรใช้วิธีแบบสันติวิธีในการแก้ปัญหา เช่น การยอมรับผลการเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งไม่ใช่วิธีนอกระบบอย่างวิธีรัฐประหาร ยึดอำนาจ และวิธีการอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ

          ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร จะตรงใจหรือไม่ แต่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับเสียงข้างมาก ต้องให้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากบริหารงานไปก่อน หากไม่พอใจในการบริหารงาน ในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ไม่ต้องเลือกเข้ามาอีก ให้เลือกพรรคใหม่และผู้นำประเทศคนใหม่มาแทน เมื่อเข้าสู่ระบบ ทุกอย่างก็จะเดินไปได้ เพราะหากคิดแค่เพียงว่าเมื่อไม่พอใจแล้วจะต้องทำให้ระบบล้มลง บ้านเมืองก็จะไม่มีจุดเริ่มต้นเสียที

 

#การที่คนชนบทเริ่มออกมาตื่นตัวในวิถีประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นเพราะชื่นชอบนโยบายประชานิยมใช่หรือไม่

 

          นโยบายประชานิยมก็มีส่วน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เศรษฐกิจ สังคม ทำให้คนชนบทกลายเป็นชนบทแบบใหม่หรือเมืองขนาดเล็กที่มีอยู่ในภาคเกษตร จากเดิมเคยเป็นเกษตรแท้ๆ เปลี่ยนมาเป็นเกษตรกรบางเวลา หันไปทำงานรับจ้าง ทำอาชีพอิสระมากขึ้น พลเมืองกลายเป็นคนชนบทที่กระตือรือร้น อยากเรียนรู้ เช่น ชาวสวนยางมีการทำตลาดการค้าในตลาดยางระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อบริบททางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย

          ผมไม่อยากใช้คำว่าชนบท เมืองไทยในเวลานี้ คิดว่าแทบจะไม่มีชนบทเลย มันเป็นชนบทตามศัพท์ที่เราใช้ แต่วิถีชีวิตจริงกลับเป็นเมืองขนาดเล็ก เมื่อบริบทเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยวันนี้กับเมื่อ 20 ปีที่แล้วก็เป็นคนละแบบ พลเมืองวันนี้กับเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็คนละแบบ หากเรามีความลึกซึ้งก็จะวิเคราะห์ได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาชนบทที่ทำกันมา 10-30 ปี มีการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

          คนชนบทในตอนนี้รู้เรื่องการเมืองระดับชาติดีมาก เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วผมเคยถามคนในชนบทว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี เขาตอบไม่ได้ แต่เวลานี้เขารู้หมดใครเป็นนายกฯ พรรคไหนเป็นพรรคอะไร พรรคนี้ถูกยุบ พรรคใหม่ชื่อพรรคอะไร ใครเป็นผู้นำพรรค พวกเขารู้หมด เพราะฉะนั้นเมืองไทยทุกวันนี้จึงเป็นชนบทในรูปโฉมใหม่

          ในอดีตงบประมาณที่ลงสู่ชนบทมีน้อยมาก มีเพียงงบความมั่นคงเท่านั้น แต่เวลานี้งบประมาณที่ลงไปจำนวนมากเป็นการสร้างสาธารณูปโภค ทั้งสร้างถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ในอดีตคนชนบทจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ญาติ ให้คนนามสกุลเดียวกัน เลือกพวกเดียวกัน แต่ปัจจุบันคนมาเลือกตั้งเพราะนโยบายกันมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น คนในเมืองก็ไม่ควรไปดูถูกคนชนบท เพราะบางเรื่องที่คนชั้นกลางเรียกร้องก็ไม่ถูกต้องเหมือนกัน เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไม่ได้เป็นข้อสรุปว่า สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องจะถูกต้องเสมอ เพราะสิ่งที่ประชาชนเลือกมาอาจจะเลือกผิดก็ได้ แต่ในวิถีประชาธิปไตยนั้นต้องเชื่อการตัดสินใจของประชาชนเป็นสำคัญ

          เราให้การศึกษาประชาชนก่อนไปหย่อนบัตรเลือกตั้งได้ แต่เขาจะเลือกใคร เลือกนโยบายแบบไหน เราก็ต้องยอมรับผล ถ้าผิดก็ต้องลองใหม่ นี่คือระบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมีจุดอ่อน คือ ไม่มีหลักประกันว่าประชาชนจะเลือกได้ถูกต้อง แต่ขณะเดียวกันมันก็มีจุดแข็งมากคือ ทำให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของประเทศ พลเมืองจะรู้สึกสบายใจที่ได้เลือกผู้บริหารด้วยตนเอง ตัดสินได้ด้วยตนเอง

          เมื่อก่อนเจ้าของประเทศมีเพียงไม่กี่คน มีไม่กี่ครอบครัว คนอื่นๆ เป็นแค่คนธรรมดา เป็นผู้น้อย เป็นเพียงลูกน้อง แต่เวลานี้มีคนเข้ามามีบทบาทเป็นพันเป็นหมื่น เพราะฉะนั้นระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่พัฒนามนุษย์มากขึ้น ทำให้มนุษย์มีบทบาท มีส่วนร่วม การเลือกตั้งที่มีคนร่วมตัดสินใจหลายสิบล้านคนถือว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นต้องมองข้ามจุดอ่อนของการลงคะแนนเสียง แม้จะมีคนที่เลือกโดยไม่รับผิดชอบ แต่ในที่สุดแล้วทุกคนต้องยอมรับ

 

#หากประเทศไทยไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การเมืองประเทศไทยจะมีนโยบายในลักษณะประชานิยมหรือไม่

 

          แม้ไม่มีอดีตนายกฯ ทักษิณ ทิศทางหลักๆ ของประเทศก็ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะนักการเมืองต้องการเอาใจฐานเสียงมากขึ้น ซึ่งฐานเสียงสำคัญก็อยู่ในชนบท เมื่อชนบทพัฒนา คนชนบทมีลู่ทาง มีโอกาสมาเรียนหนังสือ มาเป็นดารา มาเป็นอาจารย์ ก็ทำให้เกิดการตื่นตัวขึ้นมา เมื่อก่อนบ้านเมืองอยู่กับทหารไม่กี่ครอบครัว คนในรุ่นตนเองมาเดินขบวนสมัยเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เพราะรู้สึกว่าบ้านเมืองเป็นของคนไม่กี่ตระกูล คนในสังคมมองว่านักศึกษาเป็นพวกที่ไม่รู้เรื่องอะไร โดนหลอกหรือมีคนจ้างมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาล คนที่มาเรียนชั้นปี 1 ปี 2 ในมหาวิทยาลัยจะรู้อะไรมากมาย ดังนั้นก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดการไม่ยอมรับพลังที่เกิดใหม่

          เราต้องเข้าใจว่าสังคมไม่ได้หยุดนิ่ง เมื่อเราพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม หรือทางกายภาพ ในที่สุดก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลง ในแง่นี้คือจะมีคนใหม่ๆ เกิดขึ้น จะมีชนชั้นใหม่ๆ เกิดขึ้น แล้วก็จะต้องขัดแย้งกับคนที่มีอำนาจอยู่เดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำรัฐบาล บริบทสังคมไทยก็คงไม่ต่างจากนี้มากนัก

          แต่กรณีของคุณทักษิณ นโยบายของเขาถูกใจประชาชนเอามากๆ ทำให้ประชาชนคิดถึง อยากเลือก ถึงจะอยู่นอกประเทศก็อยากเลือก นี่คือความเป็นจริงของประชาชน ชาวนาไทย เกษตรกรไทย ชนบทไทย ก็ต้องคิดแบบไทย ทำให้ลักษณะการเมืองไทยไม่เหมือนประเทศตะวันตก แต่นี่คือเสน่ห์ของประเทศไทย

 

#ทำไมประชาชนถึงไม่ชอบนโยบายประชานิยมของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเทียบกับพรรคเพื่อไทย

          ผมก็ไม่ทราบเหตุผล แต่ประชาธิปัตย์ก็พยายามทำงานหนักขึ้น ทั้งนี้จากผลการเลือกตั้งก็ไม่ได้แพ้ชนะกันมากมาย ถ้านับคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อก็ห่างกันไม่มาก แต่ถ้านับเฉพาะ ส.ส.เขตก็มากพอสมควร ทั้งนี้ต้องให้โอกาสคนที่ชนะได้บริหารประเทศ

 

#นโยบายที่เหมาะกับการบริหารประเทศไทย ควรเป็นแบบใด

 

          การเมืองไม่มีคำตอบสำเร็จรูป การเมืองต้องอาศัยการสนทนา การเมืองต้องอาศัยการจูงใจ การรับฟัง การไว้วางใจซึ่งกันและกัน ควรมีความคิดแบบปลายเปิดจะดีกว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป ผมอยากจะฝากแง่คิดว่า พยายามเชื่อตัวเองให้น้อยลง เชื่อคนอื่นให้มากขึ้น พยายามคิดว่าความคิดของตัวเองอาจจะผิด และพยายามคิดว่าความคิดของคนอื่นอาจจะถูก อะไรที่ไม่เคยคิดก็ลองคิดดูบ้างมันอาจจะดีขึ้น